LoveChain: GyuWoo IV
Love Chain -4-
“อือ” เสียงครางเบาจากร่างเล็กที่นอนซุกกายภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา พลิกตัวไปมาสองสามครั้งก่อนมือป้อมจะตวัดไปด้านข้างหมายจะกอดใครบางคนให้อุ่นสักหน่อย
แต่ก็สัมผัสได้เพียงผ้าคลุมเตียงที่เย็นชืด
ซองกยูไปไหนนะ
ร่างเล็กลุกขึ้นจากก่อนจะสังเกตได้ว่าอีกคนใส่เสื้อผ้าให้เขาเรียบร้อยแล้ว หัวสมองคิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้แล้วใบหน้าก็อดขึ้นสีเสียไม่ได้
คำบอกรักที่ยังคงชัดเจนอยู่ในหัวพอๆกับภาพเหตุการณ์ที่ตัวเขาเองก็ยังสงสัยว่าสมองเจ้ากรรมทำไมยังนึกภาพออกได้เป็นฉากๆ ให้ตายสิขืนเป็นแบบนี้ต่อไปตอนเจอหน้าร่างสูงเขาจะทำยังไงนะ
อูฮยอนเดินออกมาจากห้องนอนที่คาดว่าจะเป็นของซองกยูก่อนจะเดินมาตามระเบียง ลงบันไดมาชั้นล่างของบ้านก่อนจะมีกลิ่นหอมของอะไรบางอย่างลอยมาเตะจมูก ที่นี่ไม่ใช่ห้องที่ตึกคิมบีดีกรุ๊ปเดาว่าคงจะเป็นบ้านของคุณซองกยูเขานั่นแหละ
“อ้าวคุณหนู ตื่นแล้วหรอคะจะรับข้าวต้มหรือโกโก้ก่อนดี” หญิงชราร่างท้วมท่าทางใจดีเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“ขอบคุณฮะคุณป้า แต่ว่าซองกยูเค้าไปไหนหรอครับ” ตั้งแต่ตื่นมายังไม่เห็นเลยหรือว่าไปที่บริษัทแล้ว
“อ๋อ รายนั้นน่ะเห็นคุยงานกับคุณซองยอลอยู่ที่สวนหลังบ้านน่ะค่ะ”
นัมอูฮยอนเอ่ยขอบคุณอีกคนก่อนจะเลี่ยงขอตัวไปหาร่างสูงตามที่คุณป้าบอกทางว่าต้องเดินไปทางไหน สองเท้าเดินลัดเลาะมาทางบริเวณด้านข้างของตัวบ้าน ลมเย็นๆที่พัดมาเอื่อยๆทำให้รู้สึกสดชื่นในตอนเช้า สองเท้าที่ค่อยๆก้าวอย่างระมัดระวังเพราอาการปวดระบมบริเวณสะโพกมันยังคงแล่นขึ้นมาทุกครั้งที่เผลอลงส้นเท้าแรงๆ
“เรื่องนั้นไปถึงไหนแล้ว” เรื่องผิดปกติของอาวุธในโกดังที่เขาสงสัยว่าจะมีหนอนอยู่ภายใน รวมไปถึงสืบเรื่องอาวุธของเจิ้งซานที่เคยมีปัญหา แต่ช่วงหลังที่เบาลงมาหน่อยเพราะเขากับอูฮยอนไปส่งด้วยตัวเองหลายครั้ง หรือแทบจะทุกครั้ง
“คนของเราไม่มีใครน่าสงสัยครับ” จากเท่าที่คุณคิมให้ไปสืบหาสาเหตุมา คนในคิมกรุ๊ปไม่ใครน่าสงสัยแม้แต่คนเดียวถ้าจะมีปัญหาคงจะเป็นคนของฝ่ายนั้น “แล้วก็...เอ่อ”
“มีอะไรอีกก็ว่ามา” เอ่ยดุๆกับมือขวาคนสนิทที่ทำท่าทางอึกอัก
“ทางฝั่งชุงวานพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วครับ” ฝั่งชุงวานเป็นเขตเดียวในฮ่องกงที่ไม่ใช่ของแบล็กไดมอนด์ ถึงชุงวานจะเป็นแค่พื้นที่เล็กๆในบรรดาพื้นที่ทั้งหมดของแบล็กไดมอนด์แต่พวกมันก็ไม่ธรรมดา การค้าขายระดับสูง พอๆกับแบล็กไดมอนด์และคนในแกงค์อีกจำนวนไม่น้อย บ่อยครั้งที่ฝั่งเขาจะปะทะกับฝั่งชุงวานด้วยเหตุผลโง่ๆของพวกมันที่อยากจะขยายอาณาเขตของตัวเอง เพื่อการค้าที่ดีขึ้นและเพื่อล้มแบล็กไดมอนด์ แต่นี่ก็ไม่ใช่เป้าหมายของมันเพียงอย่างเดียวเพราะมันหวังจะล้มหลี่เจิ้งซานลงด้วย
หวังจะเป็นใหญ่คนเดียวสินะ
“รู้ตัวเจ้านายพวกมันหรือยัง”
“ยังครับ” นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครรู้ว่านายเหนือหัวของแกงค์ฝั่งชุงวานคือใคร หน้าตาเป็นแบบไหนดูเหมือนว่าข้อมูลเหล่านั้นจะไม่หลุดรอดออกมาสักนิด
“ควบคุมให้ได้ แล้วฝั่งโฮวอนเป็นยังไงบ้าง”
“ทางฝั่งคุณโฮวอนกำลังมีปัญหากับเอ็มเอสครับ”
“ร้ายแรงหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
ถึงแม้หากว่าคำตอบที่ออกจากปากมือขวาร่างสูงจะเป็นคำตอบที่ตรงข้ามแต่เขาก็ยังสบายใจได้อยู่ดีเพราะอีโฮวอนคือคนที่เขามั่นใจว่าจะจัดการได้ ยิ่งเป็นเอ็มเอสด้วยแล้วหมอนั่นคงอยากจะจัดการเต็มที่ ดวงตาเรียวเหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนสีขาวตัวโคร่งที่กำลังเดินตรงมาทางนี้ก็เอ่ยบอกให้มือขวาของตนออกไป
“นายไปพักเถอะ”
“ครับคุณคิม”
คนตัวเล็กที่เดินมาหยุดตรงหน้าก่อนจะเห็นคนตาขีดที่นั่งอยู่ก่อนยื่นแขนออกมาจนสุดทั้งสองข้าง อูฮยอนวางมือเล็กของตัวเองลงไปก่อนจะถูกกระตุกเบาๆ แค่ครั้งเดียวร่างทั้งร่างก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของซองกยูบนตักของอีกฝ่าย แขนแกร่งที่โอบรอบเอวบางไว้หลวมๆเอาใบหน้าคมขึ้นมาเกยที่ไหล่ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“อรุณสวัสดิ์ซองกยู” คำพูดสั้นๆทักทายยามเช้าที่มาพร้อมกับสัมผัสแผ่วเบาบนหน้าผาก
“ทำไมไม่นอนต่อล่ะ” นี่ก็ไม่ได้เช้ามากหรอกนะ แต่จากเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วเค้าคิดว่าอูฮยอนไม่น่าจะตื่นไหว แต่นี่ผิดคาดแถมยังมาอ้อนกันแต่เช้าอีก
“หนาวอ่ะ” ไม่มีใครบางคนนอนกอดแล้วมันนอนไม่หลับ “หันไปข้างๆไม่เจอคนตาขีดๆนอนอยู่ก็เลยตื่น”
“คิดถึงก็บอกมาอย่าฟอร์ม ทีเมื่อคืนใครนะ บอกเร็วๆ...โอ้ย” ฝ่ามืออรหันต์ที่ฟาดลงมาเต็มแรงพร้อมกับสายตาคาดโทษที่มองมา น่ากลัวมากเลยแหละอูฮยอนอา..
“ทะลึ่ง” ยิ่งอยู่ด้วยกันมากเท่าไหร่ก็รู้สึกเหมือนคนๆนี้จะยิ่งขยันทำให้อูฮยอนอยากจะเอาหน้ามุดดินวันละหลายๆรอบ
“แล้วที่นี่..บ้านคุณหรอ” ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาจะเข้าห้าเดือนอูฮยอนเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก เพราะคนข้างๆนี่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในตึกบริษัททุกวัน
“ใช่ครับ นานๆทีจะกลับมาน่ะ” ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างแต่หลักๆก็คือที่บริษัทจะปลอดภัยกว่า เพราะมีการ์ดคุมเข้มและสะดวกต่อการทำงาน
สายตาคมลอบมองไปหน้าหวานที่นั่งพิงอกของเขาหลับตาพริ้ม มีความสุขจริงเชียว
ฟอด... จมูกคมฝังลงไปบนแก้มนุ่มนิ่มสูดความหอมที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อ
“พอแล้ว เดี๋ยวแก้มช้ำหมด” พูดทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่แบบนั้น เด็กขี้เซาเอ้ยถึงจะบ่นยังไงแต่ซองกยูก็ยังคงโอบกอดร่างนุ่มนิ่มนั่นไว้โยกไปมาเบาๆเหมือนกำลังกล่อมเด็กน้อยให้นอนหลับ การที่มีใครอีกคนเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องที่ดีแบบนี้นี่เอง ความรู้สึกที่เหมือนอูฮยอนมาเติมช่องว่างของชีวิต มาเติมเต็มช่องว่างของอ้อมกอด
“ถ้ากลัวแก้มช้ำ ผมเปลี่ยนเป็นปากก็ได้นะ” แค่คำพูดไม่พอริมฝีปากบางของซองกยูทาบทับลงมาบนริมฝีปากหนาของนัมอูฮยอน ขบกัดดูดดึงเบาๆที่ริมฝีปากล่างจนบวมเจ่อขึ้นสีแดง ลามไปจนถึงใบหน้านวลที่แดงไม่แพ้ปาก เสียงหอบหายใจหนักๆดังมาจากร่างเล็กที่อ่อนระทวยอยู่บนตักของเขา สายตาที่มองค้อนมาช่างขัดกับใบหน้าง้ำงอที่มองยังไงก็ดูน่ารัก
“ฉวยโอกาสที่สุด งื้อคุณนี่เป็นคนแบบนี้นี่เองสินะ”
“ผมก็เป็นแค่กับเด็กแถวนี้นี่แหละครับ”
เป็นอูฮยอนอีกแล้วที่ทนไม่ไหวกับสายตาที่ทอดมองมาราวกับจะทำให้เขาหลอมละลายไปกับพื้นหญ้า ไม่ยุติธรรมที่สุดซองกยูตาเล็กแค่นี้แต่ทำไมถึงรู้สึกเขินขนาดนี้ ก่อนใบหน้าหวานจะซุกซบเข้ากับอกแกร่งซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำของตัวเองเอาไว้ไม่ให้อีกคนเห็น
ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆในลำคอก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายลุกขึ้นยืน
“ดะ..เดี๋ยวคุณจะทำอะไรน่ะ” จู่ๆก็อุ้มเขาขึ้นมา นี่ก็ห่างจากพื้นไม่ใช่น้อยมันก็เสียวๆตกนะ
“ไปอาบน้ำกันครับ ผมจะไปบริษัทแล้ว”
“ผมก็เดินเองได้นี่”
“เดินไหวหรอ” ทีเมื่อกี้เห็นแทบจะเดินต่อเท้าอยู่แล้ว ขืนปล่อยให้เดินเองคงพักใหญ่กว่าจะถึงเพราะงั้นไปกันแบบนี้แหละดีที่สุด “แน่ใจนะว่าไม่ปวดอ่ะ” มือหนาที่วกมาจับเค้นคลึงเบาๆที่สะโพกมน จนร่างเล็กในอ้อมกอดกระตุกวูบ ใบหน้าหวานเลิกลั่กก่อนจะตีเข้าที่อกของร่างโปร่ง
“หยุดพูดเลยซองกยู รีบๆเดินเลยถ้างั้น” คนบ้านี่ชอบพูดถึงเรื่องนั้นอยู่เรื่อย ทำไมต้องตอกย้ำในเมื่อมันชัดเจนอยู่แล้วนะ ยิ่งคิดใบหน้าก็ยิ่งแดงมากขึ้นไปอีก
“ครับคุณนายคิม”
ซองกยูมองร่างเล็กๆที่นั่งๆนอนอยู่บนโซฟาตรงหน้าเขา วันนี้ต้องจัดการเอกสารทั้งวันทำให้ไม่มีเวลาจะไปเล่นกับเด็กแถวนี้ เลยได้แต่ปล่อยให้เล่นอยู่คนเดียวกับถุงขนมมากมายที่เจ้าตัวมาอ้อนๆว่าจะขอออกไปซื้อ และมันก็สำเร็จเขาอนุญาตให้ซองยอลพาไปห้างใกล้ๆกันแถบนี้ นั่งมองอีกคนอยู่เรื่อยๆเวลาเหนื่อยหรือเบื่อกองเอกสารตรงหน้าแค่เงยหน้าขึ้นมาเจอก้อนกลมๆที่กลิ้งๆอยู่บนโซฟา หัวเราะคิกคักกับหนังสือแก๊กตลก ก็ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่สะสมมาทั้งวันจะหายไปทันที
และทันทีที่ปลายปากกาจรดลงกับเอกสารชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้นร่างโปร่งก็รีบลุกออกไปหาใครบางคนที่ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา นั่งลงอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวจะรบกวนการนอนของอีกคน
หึ...กินแล้วก็นอน เดี๋ยวก็ยิ่งกลมไปกันใหญ่
มือหนายกศีรษะเล็กให้มาหนุนบนหน้าขาของตัวเอง เกลี่ยเส้นผมที่ปรกใบหน้าหวานออกก่อนจะพิจารณาใบหน้าของคนที่เข้าสู่ห้วงนิทราอยู่แบบนั้น เปลือกตาสีไข่ที่ปิดสนิทแต่ก็ไม่วายขยับยุกยิก มุมปากที่ยกยิ้มเล็กๆราวกับว่าอูฮยอนกำลังหลับฝันดี
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกความสนใจของท่านประธานหนุ่มก่อนซองกยูจะเอ่ยอนุญาต เป็นอีซองยอลมือขวาคนสนิทที่เข้ามาหาเขา
“เรื่องที่ให้ไปจัดการเรียบร้อยดีใช่มั้ย”
“ครับ แล้วเดือนนี้มีออเดอร์จากคุณเจิ้งเข้ามาครับของจะจัดส่งในวันศุกร์นี้”
“ศุกร์นี้ หรอเคลียร์ตารางฉันให้ด้วยนะ” เอ่ยบอกกับมือขวาคนสนิทเพราะยังไงเขาก็ต้องไปเป็นเพื่อนคนตัวเล็กนี่ จริงอยู่ที่อูฮยอนไปหาเจิ้งซานบ่อยซะจนคุ้นชินและอีกฝ่ายก็เอ็นดูคนตัวเล็กเหมือนลูกเหมือนหลาคนนึง แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยให้อูฮยอนไปเองคนเดียวเลยสักครั้งถึงจะมีลูกน้องมากมายแค่ไหนตามดูแลแต่เขาก็ยังไม่วางใจ
“ศุกร์นี้มีประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครับ ถ้าคุณคิมไม่เข้าร่วมอีกผมเกรงว่า..” เสียงของอีซองยอลที่เว้นวรรคไปชั่วครู่ถึงจะเป็นมือขวาคนสนิทแต่ยังไงคิมซองกยูก็เป็นนาย และเรื่องนี้ควรจะให้เจ้านายได้ตัดสินใจเองมากกว่า
คิ้วหนาขมวดมุ่นแน่นอนว่าเขาเคยให้โฮวอนเข้าประชุมแทนแต่ในรอบครึ่งปีแรกนี้อีโฮวอนเข้าประชุมแทนเขาแทบจะทุกครั้ง และครั้งนี้ถ้าจะหลีกเลี่ยงอีกคงดูไม่ดีแน่ การที่ให้อูฮยอนไปคนเดียวก็น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ท่านประธานหนุ่มจมอยู่กับความคิดของตัวเองแต่มือหนาก็ยังไม่วายลูบศีรษะของคนที่หลับอยู่ เด็กน้อยแบบนี้จะปล่อยให้ไปคนเดียวได้ไงกัน
“ซองยอลนายลองติดต่อคุณเจิ้งให้ส่งคนมารับได้หรือเปล่า และให้คนของเราที่ไว้ใจได้ติดตามไปด้วย” นี่คือทางที่ดีที่สุดแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี ครั้นจะส่งซองยอลไปด้วยแต่งานนี้ก็เป็นประชุมใหญ่ถ้าจะขาดทั้งมือขวาและเลขาไปก็คงยุ่งน่าดู
อีซองยอลรับคำสั่งก่อจะเดินออกจากห้องไป มือเรียวที่ยังไม่ละจากการลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มของคนที่ยังหลับสบาย ดวงตาเรียวมองใบหน้าหวานที่หลับสนิทก่อนจะกดริมฝีปากลงไปบนกลีบปากสีชมพูของคนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราติดๆกันหลายต่อหลายครั้งจนคนที่ถูกขัดขวางการนอนหลับอันแสนสบายตื่นขึ้นมาเพราะถูกรบกวน มือป้อมๆยกขึ้นขยี้ตาตัวเองที่ปรือปรอยก่อนจะยิ้มจนตาปิดเมื่อเห็นใบหน้าคมที่คุ้นเลยอยู่ตรงหน้า
“ทำงานเสร็จแล้วหรอฮะ”
“ครับ”
“เลยมากวนคนอื่นล่ะสิ”
“คนอื่นที่ไหนกันครับ” สายตาพราวระยับที่ส่งมาให้ก่อนที่อูฮยอนจะเบือนหน้าไปอีกทาง สายตาแบบนั้นที่ทำยังไงก็ชินสักที คุณซองกยูน่ะตาก็มีแค่นั้นแต่ทำไมมองมาทีนี่เหมือนจะทำให้เขาละลายเป็นน้ำอยู่ตรงนี้เลยทีเดียว
“ห้ะ!!”
“นี่น่ะเมียทั้งคนนะ” คำพูดที่ออกจากปากทำเอาคนที่นอนอยู่ตัวแข็งราวกับโดนแช่ไปเสียอย่างนั้น มงเมียอะไร..ทำไมถึได้กล้าพูดแบบนี้ออกมานะ คิดว่าอูฮยอนจะไม่เขินหรือไง
“...” ทำหน้าตาเหมือนกับช็อคอะไรแบบนั้น แต่เพราะคำพูดของใครหล่ะไม่คิดเลยว่าท่านประธานคิมบีดีกรุ๊ปจะพูดจาห่ามๆอะไรแบบนี้
“อย่าเขินสิครับ”
“บะ..บ้า ขงเขินอะไรกัน ไม่สักนิด” คนที่บอกว่าตัวเองไม่เขินแต่ใบหน้าหวานขึ้นริ้วแดงๆบริเวณแก้มนวลแดงแจ๋ไปจนถึงใบหู อีกทั้งน้ำเสียงที่พยายามควบคุมแล้วแต่ก็ยังพูดตะกุกตะกักอยู่ดี ให้ตายสิ อยู่ต่อหน้าซองกยุทีไรเหมือนนัมอูฮยอนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกครั้งไป
“หรอครับ เอาเป็นว่าจะเชื่อละกันฮ่าๆ” ไม่อยากให้เด็กแถวนี้มางอนกันอีก ยอมสปอยด์เด็กสักวันนึงก็ได้
“ชิ”
“ผมมีอะไรจะบอก”
“อะไรหรอฮะ”
“ศุกร์นี้ไปหาคุณเจิ้ง” อูฮยอนไม่ได้แสดงอาการณ์อะไรออกมาไปหาเจิ้งซานก็เหมือนไปพบญาติผู้ใหญ่คนนึงไม่เหมือนไปทำงานเลยสักนิด และอีกอย่างก็ไปบ่อยจนชินแล้วสิ รู้จักแทบจะทุกคนที่นั่นรวมทั้งพี่ฉินฝูกับพี่ลู่เฟย เล่นกับสองคนนั้นสนุกจะตาย
“อือฮึ...ซองกยูตอนไปหาคุณเจิ้งพาไปไทโหย่วอีกได้มั้ย” แค่นึกถึงขึ้นมา สถานที่แรกที่จู่ๆก็แวบเข้ามาในสมอง เขาไม่ได้ไปอีกเลยหลังจากครั้งแรกที่ไปส่งอาวุธเพราะครั้งต่อๆมา ได้เพียงแค่ทำงานเสร็จแล้วก็เดินทางกลับทันทีเพราะคุณท่านประธานซองกยูงานยุ่ง ครั้งนี้เลยอยากจะชวนอีกคนสักหน่อย
“เอ่อ คือ..”
“นะๆ นะฮะ” ร่าเล็กที่จู่ๆก็ขึ้นมานั่งบนตัวเขาทำหน้าอ้อนเหมือนเด็กที่กำลังอยากได้ของเล่น มือป้อมๆจับไหล่เขาไว้ทั้งสองข้างพลางออกแรงเขย่าเบาๆ
“ไว้คราวหน้านะครับ เพราะครั้งนี้ผมไม่ได้ไปกับคุณนะเด็กน้อย” จำใจต้องบอกออกไปแบบนั้นทั้งที่ในใจอยากจะสั่งยกเลิกประชุมแล้วไปกับอูฮยอนซะเดี๋ยวนี้เลย ดูตอนเขามาอ้อนสิใจอ่อนตั้งแต่คำแรกที่ออกจากปากแล้วแหละ
“เอ๋ ผมต้องไปคนเดียวหรอ”
“ไม่อยากไปก็บอกผมนะอูฮยอนอา..” ถ้าอีกคนเพียงแค่บอกมาคำเดียวว่าจะไม่ไปเขาก็จะไม่ขัดใจเด็ดขาดขอเพียงอูฮยอนเอ่ยบอกมาแค่นั้น
“ไม่เป็นไรฮะ ผมไปได้” น้ำเสียงที่ดูสดใสกับรอยยิ้มตาปิดที่ส่งมาให้ทำให้ซองกยูเบาใจ ขึ้นเล็กน้อย
มือทั้งสองข้างที่มีรอยเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินลงหลังจากจิบชาในยามบ่าย ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปยังผืนน้ำตรงหน้า สวนหลังบ้านเป็นที่ที่คนแก่อย่างเขาชอบมากที่สุดในยามที่อยากจะพักเงียบๆแล้วปล่อยให้เรื่องธุรกิจต่างๆให้ฉินฝูและลู่เฟยจัดการ
ใกล้จะวางมือแล้วสินะ
“ท่านครับทางแบล็กไดมอนด์แจ้งว่าจะเดินทางมาศุกร์นี้ครับ” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเอ่ยรายงานด้วยความนอบน้อมต่อผู้เป็นนายและผู้ที่เขาเคารพอย่างญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ฉินฝูและเขาได้รับการเลี้ยงดุจากคนตรงหน้ามาตั้งแต่ยังเล็กๆ สำหรับเด็กน้อยในวัยเก้าขวบที่ไร้ที่พึ่งอย่างพวกเขาชายชราตรงหน้าเปรียบเสมือนฝนในหน้าแล้งที่รินรดลงมาบนต้นกล้าที่เหี่ยวแห้งให้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“แต่ทางนั้นแจ้งว่าอยากจะให้คนของเราเดินทางไปรับครับ”
“ทำไมล่ะ ซองกยูไม่ได้มาด้วยหรือไง” ปกติยอมที่ไหนที่จะให้นัมอูฮยอนมาคนเดียว
“ครับ คนที่จะเดินทางมาเป็นคุณอูฮยอนคนเดียว”
“อ่า..งั้นนายกับฉินฝูก็เป็นคนไปรับคุณหนูมาก็แล้วกัน เฮ้อเมื่อยจริงๆฉันว่าจะไปเอนหลังสักหน่อย ฮ่าๆคนแก่ก็แบบนี้แหละ ” หลี่เจิ้งซานเอ่ยกับลูกน้องคนสนิทก่อนจะยันกายลุกขึ้นด้วยไม้เท้าพลางพยุงตัวเดินกลับห้องไป
“ครับ” หลินลู่เฟยค้อมศีรษะรับคำของนายเหนือหัวก่อนจะเดินออกไปจากห้องโถง การไปรับอูฮยอนไม่งานที่หนักหนาอะไรกับร่างเล็กนั่นเป็นคนน่ารักและอัธยาศัยดีไม่แปลกที่ทั้งนายเหนือหัวของเขาและใครหลายๆคนจะเอ็นดูคุณหนูนัมอูฮยอน
“จัดการให้เรียบร้อยในศุกร์นี้” มือหนาผิวสองสีของใครบางคนดังขึ้นที่มุมหนึ่งของตัวบ้านทันทีที่สายตาสังเกตว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นแล้ว โทรศัพท์เครื่องหรูถูกเก็บลงในกระเป๋ากางเกงก่อนรอยยิ้มมุมปากที่ดูท่าจะไม่หวังดีเผยออกมาให้เห็น
“มันใกล้จะจบแล้วสินะ วันที่ฉันรอคอยที่จะจัดการกับพวกแก” เสียงเหี้ยมดังขึ้นก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติปกปิดใบหน้าของความชั่วร้ายไว้ภายใต้ใบหน้าของลูกน้องผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีที่ทำให้ไม่มีใครสงสัยเขาได้และมันก็จะช่วยทำให้อะไรๆง่ายขึ้น
“ฉินฝู วันศุกร์นี้ต้องไปรับคนของแบล็กไดมอนด์ด้วยกัน” จู่ๆเสียงของผู้ที่เปรียบเสมือนพี่น้องสายเลือดเดียวกันก็ดังขึ้น เจ้าของมือหนาที่ถือโทรศัพท์เครื่องหรูสะดุ้งตกใจจนเจ้าเครื่องมือสื่อสารขนาดกลางในมือจะหล่นไปอยู่บนกระเบื้องแต่ดีที่เจ้าตัวใช้แขนหนีบไว้ได้ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
“โถ่เว้ย ไอลู่เฟยตกใจหมดทำไมต้องเข้ามาเงียบๆแล้วตะโกนเสียงดังด้วยเนี่ย” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งแต่ตัวเล็กดูบอบบางกว่าอีกคนด้วยขนาดความสูงที่น้อยกว่าและใบหน้าที่ออกหวาน ที่ลู่เฟยเองก็คิดว่าเจ้าตัวไม่เหมาะกับการจะมาจับปืนหรือทำงานในวงการมาเฟียแม้แต่น้อย
“ตกใจอะไรของแก คุยกับแฟนอยู่หรือไงห้ะ เอามาดูหน่อยซิ” คนตัวสูงกว่าพยายามที่แย่งชิงมือถือในมือของคนตัวเล็กกว่าที่พยายามยื้อตัวสุดแรงเกิดแต่ด้วยขนาดความสูงที่ต่างกัน อีกคนเพียงแค่ยืดตัวขึ้นเพียงนิดเดียวก็คว้ามาได้ นิ้วมือเรียวพยายามจะปลดล็อกหน้าจอแต่ทว่าไม่สำเร็จและโอกาสนี้ก็เป็นของลู่เฟยเองที่ถือจังหวะเหมาะแย่งเอาของของตนคืนมาได้
“จุ้นจริง บอกแค่นี้ใช่มั้ยจะไปจัดการแถวๆอ่าววิคตอเรียหน่อย จะไปด้วยกันมั้ย?” คนตัวเล็กกว่าเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามก่อนจะได้รับคำตอบกลับมาเป็นการส่ายหน้า
“ไปเถอะฉันก็มีงานต้องทำ” หลินลุ่เฟยเอ่ยบอกกับอีกคนก่อนจะเดินออกไป มือบางยกขึ้นมาทาบบริเวณหน้าอกด้านซ้ายแววตาที่เปลี่ยนไปจากเมื่อสักครู่เพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนจะกลับไปเป็นอย่างเดิมที่ราวกับไม่ได้รู้สึกถึงอะไร มือบางกำโทณศัพท์มือถือของตนจนข้อนิ้วขาว
“เกือบไปแล้ว บ้าชะมัด”
แสงสีทองยามเช้าของวันศุกร์สุดสัปดาห์ของพนักงานกินเงินเดือนแทบจะทุกคน แตกต่างจากร่างเล็กที่ยังคงซุกกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มหนานุ่มใบหน้าซุกซบกับอกแกร่งของคนที่นอนอยู่ข้างกาย นัมอูฮยอนยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาสักนิดถึงแม้ว่าวันนี้เจ้าตัวจะต้องเดินทางไปเกาลูนหรือบางทีอูฮยอนอาจจะลืมไปแล้วว่าวันนี้มีงานสำคัญรออยู่
ใบหน้าหวานขยับยุกยิกเพื่อหาที่ที่สบายที่สุดในการซุกซบลงกับแผ่นอกของใครบางคนที่ใช้ต่างหมอนก่อนจะหยุดนิ่งลงเมื่อเจ้าตัวเจอพื้นที่ที่ถูกใจ เปลือกตาของคนตัวโตกว่าค่อยเปิดออกก่อนจะก้มลงมองเด็กบางคนที่นอนสบายอยู่ข้างๆ ขาเล็กพาดมาบริเวณลำตัวซองกยูหัวเราะกับท่าทางของอีกคน
ยังไงเด็กก็คือเด็ก..
“อูฮยอน” มือหนาเขย่าเบาๆที่ไหล่เล็กของคนที่ยังอยู่ในห้วงนิทรา เมือเห็นว่าคนตัวเล็กยังไม่มีปฏิกิริยาท่านประธานหนุ่มจึงเอ่ยซ้ำอีกครั้ง
“อูฮยอนครับ...อูฮยอนตื่นได้แล้วนะ”
“อือ ยังเช้าอยู่เลยฮะ” เสียงอูอี้ที่ดังมาจากเด็กขี้เซาที่ซุกหน้าลงไปกับหมอน ก่อนขาสั้นของเจ้าตัวจะเกี่ยวเข้าที่เอวหนาของซองกยู และแขนเรียวที่กอดกันไว้รอบคออย่างหลวมๆไม่รู้ว่าจะรีบปลุกไปไหนกว่าจะออกเดินทางก็เกือบเที่ยงไม่ใช่หรอไง อูฮยอนขมวดคิ้วทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่แบบนั้นก่อนจะโดนนิ้วของคนที่ตื่นก่อนแล้วจิ้มลงมาแรงๆจนเปลือกตาบางลืมขึ้น พลางส่งสายตาค้อนมาให้
“รู้ได้ไง ลืมตาขึ้นมาดูแล้วหรอ? หืม”
“ยังไม่อยากตื่นเลยฮะ” ร่างบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดอ้อนนิดๆก่อนจะฝังใบหน้าเข้ากับแผ่นอกอีกฝ่ายแล้วหลับตาลงอีกครั้ง คิมซองกยูดันใบหน้าอีกคนออกห่างจากอกแกร่งของตน
จุ๊บ
สัมผัสแผ่วเบาแต่เนิ่นนานบริเวณริมฝีปากเรียกร้องให้คนที่ถูกสัมผัสตื่นขึ้นมาอย่างจำยอมไม่ได้เพราะการกระทำที่ชวนให้ใจเต้นเร็วของคนตรงหน้า
ลูกแก้วมีชีวิตสีน้ำตาลช้อนมองคนที่นอนอยู่ข้างกันก่อนจะเอ่ยออกมาเ
“คุณไม่ไปด้วยกันจริงๆหรอฮะ:ซองกยู”
“ผมต้องไปประชุม สำคัญมากด้วยสิแต่สัญญานะว่ากลับมาแล้วจะพาไปเที่ยว โอเคมั้ย” คำตอบคือการพยักหน้ารัวเร็วของคนตรงหน้าจนเส้นผมกระจายไม่เป็นทรง หัวฟูของอีกคนค่อยๆขยับขึ้นมาจนใบหน้าของสองคนอยู่ตรงกัน ก่อนจะจุมพิตแผ่วเบาที่มุมปากของร่างสูง
“อ้อนกันขนาดนี้อยากหมดแรงแต่เช้าเหรอครับ”
ศุกร์ 14.00 น.
“อูฮยอนเดินทางเรียบร้อยดีมั้ยซองยอล” ท่านประธานหนุ่มเอ่ยถามลุกคนคนสนิทขณะกำลังเดินไปห้องประชุมใหญ่
“เรียบร้อยดีครับ ผมให้คนของเราติดตามไปยี่สิบคนและมีคนของคุณเจิ้งมารับด้วยครับ”
“ใคร?”
“หลี่ฉินฝูและหลินลู่เฟยครับ”
ท่านประธานหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะสาวเท้าไปยังห้องประชุมต่อ แต่เครื่องมือสื่อสารเจ้ากรรมก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นเบอร์ของหนึ่งในลุกน้องฝีมือดีที่ติดตามคนตัวเล็กไปด้วย คำบอกเล่าจากปลายสายทำให้มาเฟียหนุ่มเปลี่ยนทิศทางจากห้องประชุมใหญ่เป็นลิฟต์ตัวที่ใกล้ที่สุดเพื่อลงไปยังชั้นล่าง
หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อได้ยินประโยคจากปลายสาย
“ซองยอล” เสียงห้าวเอ่ยเรียกลูกน้องคนสนิทที่วิ่งตามเขามาติดๆ ตอนนี้ชายหนุ่มไม่เหลือมาดขอมาเฟียผู้สุขุมใจเย็นอีกต่อไปพนักงานบริษัทหลายต่อหลายคนต่างแปลกใจกับภาพที่เห็น ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเห็นท่านประธานใหญ่ของตนในสถานการณ์แบบนี้
“ครับ” คนถูกเรียกขานรับ
“ติดต่อโฮวอนให้ขึ้นมาประชุมแทนฉัน” น้ำเสียงของคนเป็นนายที่ปนเสียงหอบหายใจเอ่ยออกมา
“แต่คุณโฮวอน วันนี้ติดเซ็นสัญญากับบริษัทยุโรปครับ”
ดูเหมือนอะไรๆก็ไม่เป็นใจสักอย่าง
“โถ่เว้ยย งั้นก็ยกเลิกประชุมเดี๋ยวนี้” เสียงตวาดของคิมซองกยูดังลั่นลิฟต์ที่มีเพียงแค่เขากับมือขวาคนสนิท
พลันหัวสมองก็ได้ยินเพียงประโยคที่เพิ่งจะรับรู้ดังวนซ้ำไปซ้ำมาในสมองราวกับว่าเป็นเทปที่ถูกเปิดซ้ำๆวนไปวนมาอยู่แบบนั้น
รถของคุณอูฮยอนที่กำลังเดินทางในเกาลูนถูกลอบยิงครับ
“เตรียมเครื่องบินให้พร้อม ฉันจะไปเกาลูนในครึ่งชั่วโมง”
…………………50% Loading ………….
2 ชั่วโมงก่อนหน้า
ร่างเล็กของนัมอูฮยอนนั่งอยู่บนโซฟาสีน้ำตาลตัวยาวที่ห้องทำงานของร่างสูงเขากำลังรอเพื่อเตรียมตัวที่จะเดินทาง คนตัวเล็กย้ำนักย้ำหนาว่าเขาสามารถไปคนเดียวได้แต่ซองกยูก็ยังไม่ลดละที่จะรบเร้าถามเพราะว่าเป็นห่วงที่เขาจะต้องเดินทางไปคนเดียว แต่ก็บอกอีกคนไปแล้วว่าไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะเจ้าตัวก็ขนลูกน้องให้ตามไปคุ้มกันเขาเกือบยี่สิบคน แถมคุณเจิ้งก็ให้คนมารอรับอีก
รู้สึกเหมือนเป็นประธานาธิบดีเลยแฮะ
“คุณอูฮยอนเครื่องพร้อมแล้วครับ” หนึ่งในลูกน้องของร่างสูงที่จะติดตามเขาไปด้วยเข้ามาบอกว่าเครื่องบินส่วนตัวของท่านประธานใหญ่พร้อมเรียบร้อยแล้วสำหรับการเดินทาง คนตัวเล็กตอบรับเบาๆก่อนจะลุกขึ้นและเดินตามลูกน้องคนนั้นไป
ระหว่างทางเขาเจอกับมือขวาของซองกยุที่กำลังเดินผ่านมาพอดีอีซองยอลค้อมศีรษะเล็กๆให้กับคนตรงหน้า ที่จริงนายเหนือหัวของเขาเป็นผู้สั่งมาอีกทีว่าให้มาดูแลความเรียบร้อยของการเดินทางไปของคุณอูฮยอน
และอีซองยอลคิดว่าการดูแดความเรียบร้อยนั่นคงหมายถึงส่งคนตัวเล็กขึ้นเครื่องให้เรียบร้อย
“คุณคิมให้ผมมาส่งคุณขึ้นเครื่องครับ ” หากว่าเจ้านายของเขาไปติดอยู่กับการประชุมที่มีผู้ถือหุ้นของคิมบีดีทุกสาขารวมอยู่ที่นั่นแล้ว คุณคิมซองกยูคงอยากจะมาทำหน้าที่นี้ด้วยตัวเอง
ขายาวๆของมือขวาหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งลูกน้องและเลขาคนสนิทเดินนำคนตัวเล็กกว่าไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังดาดฟ้าของตึก
เฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่จอดนิ่งสนิทอยู่บนดาดฟ้าพร้อมกับเหล่าชายชุดดำอีกราวสิบกว่าคน เดาไม่ยากว่าทุกคนคงมีอาวุธครบมือเตรียมพร้อมจะใช้งานอาวุธสังหารทุกเมื่อถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับคนสำคัญของนายเหนือหัวของตัวเอง ดวงตาหวานยังคงไม่เชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้า ราวกับละครเย็นหลังข่าวที่ได้ดูทุกวันหรือเป็นภาพของแกงค์มาเฟียที่อยู่เพียงแค่ในจินตนาการโดยไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาสัมผัสกับภาะแบบนี้ได้ ก้อนน้ำลายเหนียวที่ถูกกลืนลงคอ สถานการณ์ที่ดูจะอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องตกอยู่ท่ามกลางชายแปลกหน้าที่แต่ละคนใบหน้านิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ถามคำตอบคำหรือบางทีก็ไม่ตอบ
พวกเขาเปรียบเสมือน
หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ยังไงยังงั้น
แต่ก็ยังดีที่มีซอคังจุนที่ซองยอลแนะนำว่าเป็นหัวหน้าทีมการ์ดในวันนี้ ชายหนุ่มดูเป็นคนที่ขี้เล่นและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ซอคังจุนทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อเพราะวัยที่ไม่ต่างกันมากอีกคนอายุมากกว่าราวสองถึงสามปี แต่ชายหนุ่มก็คอยชวนพูดคุยตลอดการเดินทางทำให้อูฮยอนไม่อึดอัดที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้
เฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ของคิมบีดีกรุ๊ปลงจอดที่ท่าเรือแห่งหนึ่งในเกาลูนที่ๆอูฮยอนจำได้ว่าเคยมาเมื่อตอนที่เขาได้ส่งอาวุธให้เจิ้งซานครั้งแรก ทันทีที่ลงจากเครื่องภาพที่เห็นคือรถยนต์ที่ประมาณโดยสายตาแล้วน่าจะไม่เกินห้าคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ภาพที่เห็นทำเอาตกใจอยู่ไม่น้อยเพราะถึงเขาจะมาทำงานนี้บ่อยแค่ไหนต่ก็ไม่เคยจะต้องมีการคุ้มกันที่แน่นหนาขนาดนี้
แค่เพราะซองกยูไม่มาด้วยการคุ้มกันที่แน่นหนาอยู่แล้วก็ดูจะระมัดระวังมากขึ้นไปอีกเกือบสองเท่าตัว
นัมอูฮยอนในชุดสกินนี่สีซีดกับเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มเดินตามฉินฝูและลู่เฟยไปขึ้นรถคันหนึ่งที่จอดรออยู่ท่ามกลางวงล้อมของรถคันอื่นๆ คนสำคัญของนายเหนือหัวแห่งคิมบีดีกรุ๊ปนั่งอยู่ที่เบาะกลางขนาบด้วยหลินลู่เฟยและซองคังจุน ด้านหน้ามีเพียงชายชุดดำที่เป็นคนขับเพียงคนเดียวส่วนด้านหลังเป็นที่นั่งของหลี่ฉินฝูกับลูกน้องอีกคน
ทันทีที่ทุกอย่างพร้อมแล้วรถทั้งหมดจึงเคลื่อนที่ออกไปยังท้องถนนเบื้องหน้า
“คุณเจิ้งสบายดีมั้ยฮะคุณลู่เฟย” นัมอูฮยอนเอ่ยทำลายบรรยากาศเงียบภายในรถโดยการถามถึงสารทุกข์สุกดิบของหลี่เจิ้งซานที่ถูกยกมาเป็นหัวข้อสนทนา
“ก็เรื่อยๆแหละครับ มีป่วยบ้างตามประสาคนแก่แต่ความสามารถนี่ไม่ตกไปเลยครับ” คนที่ถูกถามเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดีท่าทางที่เวลาคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายๆทำให้อูฮยอนชอบที่จะคุยกับลู่เฟยจนเรียกได้ว่าสนิทกันในระดับหนึ่ง
ผิดกับฉินฝูเพราะรายนั้นดูเป็นคนเงียบๆ ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่เป็นมิตรแต่พอได้ลองคุยรู้สึกเหมือนกับว่ามีกำแพงความรู้สึกบางอย่างที่กั้นอยู่ทำให้อูฮยอนกับเขาไม่ได้สนิทจนสามารถคุยเรื่องอื่นกันได้นอกจากเรื่องงาน
การเดินทางในวันนี้ที่คนตัวเล็กรู้สึกว่าเวลามันยาวนานกว่าทุกที อูฮยอนอยากจะรีบกลับไปหาคนตาขีดบางคนอยากจะอ้อนให้พาไปกินข้าวข้างนอกสักหน่อย
รถทั้งห้าคันยังคงเคลื่อนไปเรื่อยๆจนเข้าเขตที่ใกล้จะถึงบ้านของเจิ้งซาน สองข้างทางเป็นป้ารกทึบไม่มีแม้แต่กระท่อมสักหลังหรือร่องรอยสิ่งมีชีวิต หนทางข้างหน้าที่มองดูแล้วเหมือนจะไกลกว่าทุกครั้ง ทางตรงนี้ไม่ได้เรียบมากนักดังนั้นจึงเกิดแรงกระแทกอยู่บ่อยๆเวลารถเจอกับหลุมหรือหิน คนตัวเล็กนั่งโยกไปมาตามแรงกระแทกของรถดวงตาหวานมองออกไปนอกหน้าต่างไล่ไปเรื่อยๆ
ปัง!
เสียงก้องกัมปนาทคล้ายอะไรสักอย่างระเบิดอย่างแรงก่อนที่นัมอูฮยอนจะรู้สึกถึงแรงส่ายไปมาของรถที่แรงกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะหลุมหรือหินแต่เป็นเพราะยางรถแตกแน่นอนว่ารถคันนี้กันกระสุนแต่กับยางรถที่ไม่มีอะไรป้องกันเลยมันง่ายต่อการจัดการอยู่แล้ว หากจะต้องการฆ่าใครสักคนในรถคันนี้จะมัวมาเสียเวลายิงเข้ามาในรถเพื่ออะไรในเมื่อสิ่งที่ได้กลับไปก็เพียงแค่รอยขีดราวกับแมวข่วน เพราะฉะนั้นล้อรถถือเป็นตัวเลือกที่ฉลาดที่สุด
หลังจากเสียงคล้ายกับระเบิดนั้นสิ้นสุดลงบรรยากาศในรถก็ตึงเครียดรถทุกคันที่ขับนำขบวนด้านหน้าและขับตามมาด้านหลังต่างก็ขับมาประกบเป็นวงล้อมกับรถของเจ้านาย อูฮยอนรู้สึกว่าคนรอบตัวในรถต่างก็ชักอาวุธสังหารที่มีอยู่ขึ้นมาถืออยู่ในมือ
และยังไม่ทันที่ลมหายใจจะกลับมาเป็นปกติเสียงดังก้องดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงวัตถุคล้ายแก้วบางอย่างแตกออกอย่างแรง
ปัง!!.....เคร้ง!!
หลี่ฉินฝูที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับรีบเอื้อมมือไปประคองพวงมาลัยรถตรงหน้า ที่มือของเขาเกิดรอยแผลนิดหน่อยจากการที่ถูกเศษกระจกรถบาด เสียงดังก้องเมื่อกี้ดังราวกับมันอยู่ใกล้หูก่อนสายตาจะรับรู้ถึงกระจกรถที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนคนขับที่นั่งอยู่ด้สนข้างจะล้มคอพับไปด้านข้าง ของเหลวสีแดงสดที่ไหลออกจากขมับด้านขวาบ่งบอกว่าชายคนนี้หมดสิ้นลมหายใจไปแล้ว
แรงส่ายไปมาของรถที่ยางใช้การได้เพียงสามเส้นกับการประคองของผู้ที่นั่งด้านข้างคนขับเล่นเรื่อยมาไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุเท่าไหร่นักก่อนที่บอดี้การ์ดหนุ่มจะประคองไม่ไหว เอ่ยบอกกับคนด้านหลังด้วยเสียงดัง
“ทุกคนหมอบ”
สิ้นเสียงของฉินฝูโสตประสาทของคนตัวเล็กรับรู้แค่เพียงแรงเหวี่ยงมหาศาลที่ยังอดนึกไม่ได้ว่าหากไม่คาดเข็มขัดนิรภัยตัวของเขาคงกระเด็นออกไปนอกรถ
กลุ่มควันสีขาวลอยเอื่อยออกมาจากกระโปรงหน้ารถยุโรปคันหรูที่ลงไปจดแน่นิ่งอยู่กับป่าข้างทาง แต่ทว่าคนในรถกลับปลอดภัยไม่มีใครเป็นอะไร
“คุ้มกันคุณอูฮยอน”
เป็นเสียงของหลินลุ่เฟยที่เอ่ยเสียงเข้มก่อนจะจับอาวุธสังหารในมือแน่นก่อนจะก้าวลงจากรถพร้อมกับฉินฝูและซอคังจุน
“คุณอูฮยอนอย่าลงจากรถนะครับ”
คนตัวเล็กได้แต่พยักหน้าเบาๆเป็นเชิงเข้าใจก่อนจะนั่งรออยู่ในรถแบบนั้น เสียงปืนที่ดังขึ้นต่อเนื่องกับเสียงร้องของคนบาดเจ็บดังขึ้นไม่มีหยุด รู้สึกว่าเนิ่นนานเหลือเกินกว่าบอดี้การ์ดทั้งสามคนจะกลับขึ้นมา
ตึง!!
เสียงประตูรถถูกปิดอย่างแรงด้วยฝีมือใครสักคนที่ขึ้นมา
เป็นซอคังจุนที่ขึ้นมาก่อนจะเอ่ยบอกคนตัวเล็กให้ลงจากรถโดยที่ฉินฝูกับลู่เฟยรออยู่ด้านนอก ตอนนี้ด้านนอกสถาการณ์ถือว่าปลอดภัยเพราะฝ่ายตรงข้ามต่างก็บาดเจ็บนอนอยู่ที่พื้นหรือบางคนตอนนี้ก็ไม่มีลมหายใจอยู่กับตัวแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องแบบนี้จะจบตรงนี้เสียเมื่อไหร่ ทั้งสามคนเลยตัดสินใจที่ส่งเขากลับทันทีเพราะที่เกาลูนไม่ปลอดภัยอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะส่งคนมาอีกเมื่อไหร่และที่สำคัญเป็นคนของแกงค์ไหน
บอดี้การ์ดหนุ่มสามคนเดินอยู่วงนอกขณะทำการป้องกันเจ้านายตนเองอย่างถึงที่สุดขณะพาไปขึ้นรถ ดวงตาหวานเหลือบมองไปทางด้านข้างก่อนจะเห็นชายชุดดำบางคนโผล่ออกมา ขณะที่ในมือกำลังเล็งปืนมาทางนี้ และอูฮยอนก็ไม่รู้ว่าตัวเองตะโกนเสียงดังออกไปแค่ไหน
“คุณลู่เฟยขวามือ”
เปรี้ยง!
ทันทีที่เขาได้ยินเสียงใสตะโกนบอก ตวัดแขนขวาพร้อมกับผลักคนตัวเล็กให้ไปหาฉินฝู ยิงสวนอีกฝ่ายไปในทันที ชายชุดดำคนนั้นล้มลงก่อนจะตามไปลงนรกเหมือนกับพวกของตน
แต่ยังไม่ทันที่จะได้พักหายใจบอดี้การ์ดหนุ่มนาม‘ซอคังจุน’ ก็ผลักอูฮยอนไปหาชายหนุ่มอีกสองคน ก่อนจะตวัดอาวุธสังหารสีดำสนิทไปทางด้านซ้าย
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงปืนที่ดังขึ้นติดต่อกันสองนัดติดส่งผลให้ชายชุดดำนิรนามล้มลงไปนอนกับพื้นพร้อมกับของเหลวสีแดงเหนือดไหลออกมากลางศีรษะส่วนบอดี้การ์ดหนุ่มโดนสวนเข้าไปบริเวณช่วงท้อง
ร่างบางถูกพามาขึ้นรถอีกคันที่อยู่ท้ายขบวนอูฮยอนนั่งอยู่ด้านหลังกับบอดี้การ์ดหนุ่มคนของซองกยูที่ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังเอามือของตนกดบาดแผลเอาไว้เพื่อห้ามเลือด ส่วนสองหนุ่มมือขวาของมาเฟียเกาลูนนั่งอยู่ด้านหน้า รถยนต์สีดำปลาบเคลื่อนตัวพุ่งทะยานออกไปทันทีที่ทั้งสี่คนขึ้นมาบนรถเรียบร้อยแล้ว
เสียงหอบหายใจหนักๆดังมาร่างเล็ก ที่อูฮยอนคิดว่าดังพอๆกับเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ตอนนี้ในสถานการณ์แบบนี้เขากลับยิ่งคิดถึงอีกคนมากกว่า ถ้ามีคนๆนั้นอยู่ไม่ว่าจะต้องเจออะไรอูฮยอนมั่นใจว่าเขาจะต้องปลอดภัย แต่เมื่อกี้หลังจากที่ดูเราจัดการพวกนั้นหมดก็จริงแต่คนของเราก็เสียไปหมดเช่นกันตอนนี้จึงเหลือแค่เขา คังจุน ลู่เฟยและฉินฝู
“คุณซอโอเคมั้ยครับ”ถึงแม้จะดูเป็นคำถามที่ห่วยแตกแต่ดูเหมือนตอนนี้สมองของอูฮยอนจะคิดอะไรไม่ออก เขาเพิ่งเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรก ทั้งหนีตาย ลอบยิง และ เจอคนตายต่อหน้าต่อตา และยิ่งคนด้านข้างที่ใบหน้าซีดเซียวขนาดนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ผมไม่เป็นไรครับคุณหนู” ชายหนุ่มตอบเจ้านายของตนออกไปแม้ว่ามือหนาที่กดบริเวณหน้าท้องด้านขวาจะชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็ตาม เหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นบนใบหน้าไหลลงมาตามลำคอ พลางเม้มริมฝีปากที่แห้งผาก เขารู้...รู้อาการของตัวเองดี
ร่างบางที่สังเกตคนข้างกายก่อนจะยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กให้อีกคนเอาไปซับเหงื่อและกดเลือดเอาไว้ก่อน ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณเบาๆและปฏิเสธจนเขาต้องตื้ออยู่หลายครั้งจนซอคังจุนยอมรับไป
“เรารู้ตัวเจ้านายของพวกมันแล้วครับ”เสียงห้าวของมือขวาคนสนิทที่รายงานดึงความสนใจของมาเฟียหนุ่มจากวังวนความคิดที่จมอยู่กับตัวเองตั้งแต่ได้ฟังข่าวจากปากลูกน้องว่าคนรักถูกลอบยิง ในใจของเขากังวลเพราะคิดถึงแต่อีกคนตอนนี้อยากจะไปขับเฮลิคอปเตอร์ลำนี้เองเสียด้วยซ้ำเพราะดูเหมือนถึงแม้จะเป็นความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้แล้วแต่มันยังเหมือนกับช้าจนต้องนับวินาทีรอ
แต่ใจของเขาไปถึงที่นั่นก่อน
อีกครั้งที่อีซองยอลได้เห็นแววตาเย็นชาที่หน้ากลัวขนาดนี้ของเจ้านายตรงหน้าทันทีที่ตนกระซิบบอกข้อมูลที่ได้รับทราบมาจากลูกน้องของคุณโฮวอนที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในนั้น ตอนแรกที่ได้ยินเขาเองก็ตกใจที่เป็นคนใกล้ตัวซะขนาดนี้แต่พอยิ่งรู้ดูเหมือนความต้องการที่จะไปถึงเกาลูนให้เร็วที่สุดก็มีมากขึ้นไปอีก
เพราะคุณอูฮยอนกำลังตกอยู่ในอันตราย
เฮลิคอปเตอร์สีดำทะมึนลงจอดบริเวณท่าเรือ นายเหนือหัวของแบล็กไดมอนด์ไม่รอช้าสั่งการให้ลูกน้องของตนค้นหาที่บริเวณนี้ให้ทั่ว ขายาวของนายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์ก้าวเดินเข้าไปในโกดังที่ๆที่เขาเคยมาครั้งแรกกับคนตัวเล็ก มือหนาเปิดประตูเข้าไปอย่างแผ่วเบาไปยังห้องที่เคยเข้ามา แต่ก็ว่างเปล่าไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตภายในนี้
ร่างโปร่งหมุนตัวเพื่อเตรียมจะเดินออกไปแต่ทว่าเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบที่ส่วนได้ส่วนหนึ่งของร่างกายที่เหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ปัง!
เอี้ยด!
เสียงเบรกอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงสะท้อนดังสนั่นไปทั่วท่าเรือแห่งนี้ทั้งสี่ชีวิตเดินเข้าไปด้านในเพื่อหลบและรอคนของนายเหนือหัวของแบล็กไดมอนด์ที่กำลังตามมาช่วย
ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งใช้ผนังชื้นเย็นเฉียบเป็นที่พักพิงก่อนจะหลับตาลงสะบัดความเหนื่อยอ่อนออกไป เสียงหอบหายใจและซี้ดปากยังดังมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะจากบอดี้การ์ดหนุ่มข้างกาย เขาเสียเลือดไปมากใบหน้าซีดเซียวขืนเป็นแบบนี้ต่อไปต้องแย่แน่ๆ
ดวงตาคมมองออกไปตามทางที่พวกเขาเดินมา รอยเลือดที่หยดเป็นทางนั่นอาจจะทำให้พวกมันตามมาเจอได้เร็วกว่าที่คิดหลินลู่เฟยที่ขอตัวลุกขึ้นไปสำรวจบริเวณรอบๆทิ้งให้ อูฮยอนอยู่กับฉินฝูและคังจุนแต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ก้าวออไปเสียงรถด้านนอกที่เพิ่งจะขับมาถึงก็ทำให้เขาต้องรีบไปพาอีกสามคนเข้าไปหลบที่ห้องด้านใน ฉินฝูประคองคนที่บาดเจ็บโดยได้รับความช่วยเหลือจากคนตัวเล็ก เดินเข้าไปด้านในเพื่อหลบจากพวกมันให้ได้นานที่สุด
มือขวาหนุ่มของเกาลูนเปิดประตูห้องอย่างรวดเร็วก่อนที่จะให้ทั้งสามชีวิตเข้าไปจนครบแล้วจึงจัดการปิดและล็อกประตูอย่างแน่นหนา ดวงตาหวานกวาดมองไปรอบๆห้องนี้เขาจำได้ที่ๆที่เคยนัดเจอกับหลี่เจิ้งซานครั้งแรก และเมื่อห้วงความคิดนึกไปถึงมาเฟียอาวุโสดวงตาหวานก็ไปสบกับอะไรสักอย่างที่แน่นิ่งอยู่บนเก้าอี้ที่หันหลังให้กับพวกเขา
ขาเล็กก้าวอย่างเชื่องช้าเพื่อจะเดินไปดูให้ชัดเจนแต่บ่าเล็กก็ถูกแตะแผ่วเบาจากคนด้านหลัง เป็นลู่เฟยที่พยักหน้าเล็กน้อยให้ร่างบางเป็นการส่งสัณญาณว่าตนจะเป็นคนเข้าไปเอง มือหนาที่กำแน่นเข้าหากันจนข้อขาว ชายหนุ่มพรูลมหายใจออกมาหนักๆพลางก้าวเดินอย่างมั่นคงที่สุดจนไปหยุดอยู่หน้าเก้าอี้
หยดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างไม่อาจห้ามได้ พอๆกับเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ดูเหมือนจะหมดลงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ขาที่เคยก้าวเดินอย่างมั่นคงเสมอมาดูเหมือนจะอ่อนแรงไปดื้อๆ หลินลู่เฟยทิ้งตัวลงคุกเข่ากับความที่ได้เห็นชายหนุ่มนั่งก้มหน้าอยู่แบบนั้นปล่อยให้น้ำตาหยดลงบนพื้นดิน ถึงแม้จะเสียใจแค่ไหนแต่เขาจะไม่ยอมให้ใครเห็นน้ำตาเด็ดขาด
หลี่ฉินฝูที่เพิ่งกลับมาจากการเดินสำรวจรอบๆห้องตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะอะไรทำให้ลู่เฟยผู้ทะนงตัวคุกเข่าอยู่แบบนั้นเพราะแน่นอนมันไม่ใช่วิสัยของเขา ร่างโปร่งของบอดี้การ์ดหนุ่มอีกคนขยับเข้าไปใกล้เพื่อนของตนอีกนิดก่อนจะมีสภาพไม่ต่างกันกับเพื่อนข้างกายเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
ความรู้สึกที่เหมือนกับเด็กน้อยที่ไร้ที่พึ่งพิงมันเป็นแบบนี้นี่เองอูฮยอนแตะบ่าบอดี้การ์ดหนุ่มของตนเบาๆเป็นเชิงว่าตน ‘จะออกไปแค่นี้ไม่เป็นไร’ ก่อนที่ร่างบางจะก้าวเดินไปยังเก้าอี้ทรงสูงสีน้ำตาลตัวนั้น ก่อนที่ภาพตรงหน้าที่ได้เห็นนัมอูฮยอนจะยกมือไม้ที่สั่นเทาของตนขึ้นมาปิดปากแทบจะไม่ทันเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น
คุณเจิ้ง!!
“หาให้ทั่วอย่าให้พลาด” เสียงเข้มตะโกนสั่งการดังก้องไปทั่วบริเวณจากนักฆ่ารูปร่างผอมบาง ก่อนชายหนุ่มจะยกยิ้มเบาๆจนแผลเป็นที่อยู่บนแก้มด้านขวาเลิกขึ้นไป แต่ตอนนี้ใครจะมัวมีเวลาสนใจอะไรที่ไหนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเบาะแสชั้นดีที่แสดงว่ามีคนเข้ามาหลบอยู่ที่นี่อย่างที่ ‘เจ้านาย’ ได้บอกเอาไว้
และแน่นอนว่านี่เป็นรอยเลือดของเหยื่อผู้โชคร้ายของเขา
นักฆ่าร่างผอมเรียกให้พรรคพวกของตนเลิกค้นหาและเดินตามรอยเลือดนี้ไป ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องตามหาให้วุ่นวาย ก่อนที่จะไปหยุดอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง มือผอมบิดลูกบิดประตูแต่ปรากฏว่ามันถูกล็อกจากด้านใน 1911สีดำขลับในมือถูกยกขึ้นลั่นไกไปยังกลอนประตูตรงหน้าอย่างไม่ลังเลก่อนที่มันจะแตกออกและกระเด็นมาตกอยู่แทบเท้า
ทันทีที่ได้ยินเสียงของพวกมันเข้ามาใกล้ทั้งสี่คนก็รีบหลบรวมตัวกันอยู่หลังโซฟาตัวใหญ่ ในห้องนี้ไม่มีประตูเชื่อมพวกเขาไม่มีทางหนีได้อาจมีปาฏิหาริย์ถ้าคนของแบล็กไดมอนด์ตามมาช่วยทัน แต่ถ้าไม่ทันมีทางเดียวคือต้องสู้
เสียงฝีเท้าหนักๆที่รู้สึกได้ยิ่งขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พวกมันเดินเข้ามาใกล้ที่ๆพวกเขาหลบอยู่ก่อนจะมีเสียงห้าวของชายคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเสียงขึ้นลำกล้องของปืนที่ดังรัวติดกันจนนับแทบไม่ได้ว่ามันมากันกี่คนหรือปืนมีกี่กระบอก
“อยู่นี่นี่เอง หึๆ”
“ไม่เจอครับ”
คำรายงานจากปากของลูกน้องที่ค้นหาจนทั่วในบ้านของมาเฟียเฒ่าแต่ก็ไม่พบอะไรไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้ ยิ่งทำให้คิมซองกยูยิ่งร้อนรน ก่อนที่มือขวาหนุ่มอีซองยอลจะมารายงานว่าจับสัญญาณโทรศัพท์ของซอคังจุนได้
“รีบไปที่นั่นให้เร็วที่สุด”หลังสิ้นคำสั่งจากนายเหนือหัวรถยนต์นับสิบคันก็พุ่งพรวดทะยายออกสู่ถนนเบื้องหน้าทันที เขาได้เพียงแค่ภาวนาว่าตนเองจะไปทัน ขอแค่นัมอูฮยอนอย่าเป็นอะไรก็พอ
“ขับเร็วกว่านี้” เสียงห้าวที่ดังขึ้นภายในรถ ความเร็วแค่นี้เขากลับรู้สึกว่ามันช้าไปเสียด้วยซ้ำ แค่นึกถึงเด็กน้อยบางคนที่ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง จะตกใจกลัวจนร้องไห้หรือเปล่าแล้วจะมีใครปลอบไหม? อูฮยอนจะคิดถึงเขามากหรือเปล่า
แต่ห้วงความคิดของมาเฟียหนุ่มต้องชะงักลงเพียงเท่านี้เมื่อตนเองมาหยุดอยู่ที่โกดังของท่าเรือในเกาลูน เบื้อหน้าคือพาหะนะหลายสิบคันที่จอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
เขาจะรอให้มันนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว ทันทีที่ก้าวลงจากรถท่านประธานสูงสุดแห่งคิมบีดีกรุ๊ปก็พลันวิ่งเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วจนลูกน้องที่อยู่ด้านนอกต้องวิ่งตามนายเหนือหัวของตนเข้าไปอย่างรวดเร็ว
‘ผมมาแล้วนะอูฮยอน’
ตั้งแต่เกิดมานัมอูฮยอนเพิ่งจะเคยถูกปืนจ่อหัวเป็นครั้งแรก ความรู้สึกกดดันพวกนี้ที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่าเราจะโดนยิงตายเมื่อไหร่ได้แต่นั่งนิ่งไม่ขยับตัวไปไหนจนขาเหน็บชา แต่ก็ไม่อาจขยับตัวได้ ความเงียบที่เกิดขึ้นจนได้ยินแม้เสียงกลืนน้ำลายของคนข้างกาย ร่างเล็กกัดริมฝีปากอย่างเคยชินเมื่อตกอยู่ในอาการกังวลหรือใช้ความคิด แต่จู่ๆก็เป็นเสียงของฉินฝูที่ตะโกนถามฝ่าความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ออกไป
“แก ..ใครจ้างแกมา”แต่คำถามที่ถามออกไปก็เหมือนร้ประโยชน์เสียงหัวเราะหึๆดังมาจากคนที่เขาคิดว่าอาจจะเป็นหัวหน้าของนักฆ่ากลุ่มนี้ แน่นอนจรรยาบรรที่ดีของนักฆ่าต้องไม่เปิดเผยตัวของผู้จ้างวาน
“จะอยากรู้ไปทำไมในเมื่อจะตายอยู่แล้ว”เสียงเหี้ยมของพวกมันดังขึ้น
ก่อนที่สายตาจะไปสบเข้ากับมือหนาของหลินลู่เฟยที่กำอาวุธข้างกายในมือแน่น ใช่..ถ้าเดาไม่ผิดลู่เฟยคงคิดจะสู้กับพวกมันแต่เราแค่สี่คนที่มีคนยิงปืนเป็นแค่สามแต่ก็กลับบาดเจ็บไปหนึ่ง ตอนนี้พวกเราเหลือแค่สองและพวกมันหลังจากกะด้วยสายตาแล้วมันมีมากกว่าสิบคน เราเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
เสียงห้ามแผ่วเบาจากนัมอูฮยอนและแรงแตะเบาๆที่ต้นแขนจากเพื่อนสนิทเป็นเชิงห้ามเมื่อเขากำลังจะลุกออกไป คนตัวเล็กเหงื่อท่วมกายเขาไม่อยากเห็นใครตายอีกหลังจากภาพของหลี่เจิ้งซานที่นอนหมดลมหายใจอยู่บนเก้าอี้ยังติดจา
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดในวันนี้มันรวดเร็วและเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
ความรู้สึกที่คนข้างกายลุกขึ้นยืนดึงความสนใจของอูฮยอนออกมาจากความโสกเศร้า หลินลู่เฟยลุกขึ้นยืนในมือจับเบเร็ตต้าสีเงินของตนเองไว้แน่นก่อนจะก้าวออกไปเบื้องหน้า แต่สิ่งที่คิดไส้กลับตรงกันข้ามเมื่อแทนที่ชายชุดดำกลุ่มนั้นจะพุ่งเป้าเล่นงานชายหนุ่มกลับเบิกทางให้ลุ่เฟยได้ยืนตรงกลาง และเบเร็ตต้าสีเงินที่ควรจะจ่อไปยังศัตรูกลับถูกตวัดจ่อมายังพวกเขาแทน
ฉินฝูที่อึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า เมื่อเพื่อนของตนกลายเป็นพวกของมือปืนพวกนั้นไปแล้วแต่เมื่อสมองประมวลผลอะไรได้ขึ้นมาเขาพอจะเข้าใจแล้วหล่ะ
“ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแกลู่เฟย”
anythingelf ;เรากลัวมันจะออกมาไม่ดีเเต่ตอนนี้เราค่อนข้างพอใจในระดับนึง55 หวังว่าจะชอบกันนะคะดีไม่ดียังไงคอมเมนต์บอกได้หรือติดแท็ก #osanything หรือจะไปทักทายพูดคุยกันได้เน้อที่ @anythingELF หรือ @HPYNOSIS137 ขอบคุณทุกๆคอมเมนต์และก็คนที่เมนต์ให้เราทุกๆตอนนะคะ คุณ pimmm_ss ,Cheeetis ,Sus_Scrofa , Loveกยูอู, แล้วก็คนอื่นๆทุกๆคนนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น