LoveChain 9
-9-
เกาะซูตะ 15.00น.
ตอนนี้อูฮยอนหายจากอาการเมาเรือแล้วเพราะทันทีที่มาถึงร่างโปร่งก็พาเข้าไปในบ้านพักที่มีอยู่ที่นี่อีกหลัง
น้ำชาสีเหลืองทองถูกยกมาให้โดยซองจงก่อนที่คนที่อุ้มเขาเข้ามาจะควบคุมแกมบังคับให้อูฮยอนกินมันให้หมด
ร่างเล็กกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบสีฟ้า
ตรงหน้าเป็นสระว่ายน้ำขนาดกลางส่วนถัดออกไปอีกนิดก็มองเห็นน้ำทะเลสีฟ้าครามไกลสุดลูกหูลูกตา
ทุกคนต่างมีงานกันหมดซองกยูกับซองยอลไปเดินดูงานก่อสร้างตัวอาคารที่จะใช้เป็นคาสิโนหลักโดยที่โฮวอนพาไป ส่วนซองจงรายนั้นน่ะเดินถ่ายรูปได้ทั่วเกาะแล้วหล่ะมั้ง
มีแต่อูฮยอนคนเดียวนี่สิที่ถูกบังคับให้นอนพักอยู่แบบนี้
อยากออกไปเดินเล่นจัง
ดวงตาคู่หวานมองเห็นคุณหมอร่างเล็กที่เดินอยู่บนสะพานไม้สีขาวด้านข้างตัวบ้าน และทันทีนัมอูฮยอนก็เดินปรี่ไปหาอีกคน
“อูฮยอนคุณหายแล้วหรอออกมาทำไมฮะ” ลีซองจงวิ่งมาอยู่ตรงหน้าร่างเล็กของคนที่อายุเม่ากันทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเดินมาทางที่ตนยืนอยู่
“หายแล้วฮะคุณหมอ ตรงนั้นคืออะไรหรอฮะ” อูฮยอนชี้ไปสุดสะพานสีขาวที่ทอดยาวไปถึงอีกฝั่งหนึ่งซึ่งดูจะเป็นเหมือนเกาะเล็กๆ
มองเห็นบ้านคนอยู่ตรงนั้นด้วย
“อ๋อตรงนั้นหรอฮะ
เห็นซองยอลบอกว่าเป็นชุมชนเล็กๆของชาวบ้านที่เคยอยู่ที่นี่นะฮะ
แต่พอคุณคิมมาซื้อที่ก็เลยกะว่าจะให้ชาวบ้านแถวนั้นมาทำงานที่คาสิโนด้วยน่ะฮะ”
“แล้วเราเดินไปตรงนั้นได้มั้ยฮะ”
“มันก็เป็นที่ของคุณคิม แต่ว่า....” ไม่ทันที่คุณหมอหน้าหวานจะพูดจบอูฮยอนก็ฉุดข้อมือของอีกคนให้เดินตามตนเองไปโดยไม่บอกกล่าว
ทันทีที่เดินเข้ามาจนถึงเกาะเล็กที่ถูกเชื่อมโยงกับแผ่นดินที่ใหญ่กว่าด้วยสะพานไม้สีขาว
ที่นี่มีบ้านผู้คนอยู่เยอะทีเดียวเรียกว่าเป็นชุมชนย่อมๆคงจะได้ แต่ตอนนี้ทุกบ้านเงียบสนิท ซองจงบอกว่าอาจจะเป็นเพราะพวกผู้ใหญ่ออกไปทำงานก่อสร้างที่คาสิโนกันหมด ทำให้ทั้งเกาะเงียบแบบนี้ ทางเดินที่ปูด้วยหินหลากหลายสีรอบๆสองข้างทางเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ทอดเงาปกคลุมทั้งสองฝั่งทางเดินจากแสงแดด
ทำให้ไม่รู้สึกร้อนสักนิดทั้งที่ตอนนี้แดดยังเปรี้ยงอยู่
และทั้งสองหนุ่มน้อยดูเหมือนจะเพลิดเพลินกับบรรยากาศทัศนียภาพที่แปลกตาจนลืมว่าตนเองเดินมาไกลแค่ไหน
และกว่าจะรู้ตัวก็คงเป็นตอนที่มองเห็นบ้านไม้ผุๆพังๆอยู่ตรงหน้า ต้นไม้
หญ้าที่ขึ้นสูงจนเกือบจะท่วมตัวบ้านราวกับว่าไม่เคยมีใครเข้ามาทำความสะอาด
ต้นไม้ใหญ่น้อยมากมายปกคลุมอย่างหนาแน่นทำให้บริเวณนี้มืดกว่าทุกๆที่
ลมแรงๆที่พัดเข้ามาทำให้กิ่งไม้ไหวโยกอย่างรุนแรงเพียงครู่ก่อนที่ทั้งอูฮยอนและคุณหมอหน้าหวานจะหันมาสบตากันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย
“เราออกไปกันเถอะฮะคุณซองจง”
“ผมก็ว่าแบบนั้นฮะ” เมื่อความคิดตรงกันทั้งสองจึงค่อยๆกลับหลังหันเพื่อจะเดินออกห่างจากตรงนี้
และดูเหมือนว่าแสงพระอาทิตย์กำลังอ่อนลงเรื่อยๆทำให้ตรงที่ที่ทั้งสองคนยืนอยู่มืดลงจนแทบไม่ต่างจากตอนกลางคืนเท่าไหร่แต่ติดที่ยังพอมองเห็นรางๆ
มือเล็กสองข้างจับประสานกันและกันก่อนจะเดินออกมา
‘แกร่ก!’
เสียงคล้ายคนเหยียบใบไม้ดังมาจากทางด้านหลัง
ฝีเท้าสองคู่ที่กำลังก้าวเดินอย่างยากลำบากหยุดชะงักกึกทันทีเมื่อทั้งสองคนได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน อูฮยอนหลับตาปี๋พลางกระตุกมือคนข้างให้ออกวิ่งพร้อมกัน
แต่มันก็ยากเหลือเกินเมื่อซองจงดูท่าจะเกิดอาการขาแข็งขึ้นมาดื้อๆ
“นับถึงสามแล้ววิ่งนะฮะ” เอ่ยราวกับกระซิบบอกคนข้างๆ แรงบีบที่ฝ่ามือเบาๆเป็นอันว่าซองจงรับรู้
“ 1 ”
“
2 ”
“
3 ”
ทั้งสองคนออกวิ่งตั้งแต่เสียงนับสามยังไม่จบด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องหยุดชะงักทันที
ซองจงกระแทกกับอะไรบางอย่างที่วิ่งมาตัดหน้าจนหงายหลังลงไปกองที่พื้น
“อ่ะโอ้ย..จุก” ความปวดร้าวที่สะโพกหลังแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อลีซองจงล้มลงก้นกระแทกกับพื้นเต็มๆ
แต่โชคยังดีที่ตรงนั้นเป็นดินไม่ใช่หินแบบทางที่เดินเข้ามา
“เป็นไงบ้างฮะ” อูฮยอนวิ่งไปดูอีกคนที่นั่งจุ้มปุ้กอยู่ที่พื้น
มือเล็กช่วยซองจงปัดฝุ่นที่เลอะเสื้อผ้าออก
ก่อนจะหันมามองสิ่งที่ทำให้เขาสองคนกลัวเกือบตายเมื่อสักครู่
หมอหนุ่มหน้าหวานพร้อมกับคนรักของท่านประธานแห่งคิมบีดีกรุ้ปนั่งอยู่บนชานเรือนของบ้านไม้หลังเล็ก
หรือที่จริงอาจจะเรียกว่าเป็นบ้านแพลอยน้ำก็อาจจะใช่ ลีซองจงกำลังวุ่นอยู่กับการตรวจเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่คิดว่าอายุราวๆสิบห้าหรือสิบหกปี
อูฮยอนนั่งรออยู่ห่างๆข้างกายมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กนั่งอยู่ด้วย
เพราะเด็กน้อยข้างๆนี่แหละเขากับซองจงถึงได้มาเจอคนที่นอนป่วยอยู่ตรงนั้น ในบ้านหลังเล็กนี้ไม่มีผู้ใหญ่อยู่สักคนคาดว่าน่าจะไปทำงานกันที่เกาะและพี่สาวของเด็กคนนี้ก็ดูท่าจะป่วยหนัก แต่โชคก็ยังดีที่เจอเขากับซองจง หมอหนุ่มร่างเล็กจึงช่วยดูอาการได้ทัน
“เป็นยังไงฮะ” อูฮยอนเอ่ยถามซองจงที่กำลังเดินออกมาหลังจากตรวจอาการเสร็จ
ดวงตาของคุณหมอร่างเล็กลอบมองเด็กสาวที่อยู่บนเตียงอีกครั้ง
ก่อนจะหันมาตอบอูฮยอนที่ยืนรออยู่ด้านล่าง
“มีไข้สูงครับ แต่ผมจัดการเช็ดตัวแล้วก็ให้ยาไปแล้ว
โชคดีนะฮะที่พกติดตัวตลอด”
“ผมว่าเราควรไปบอกพ่อแม่เด็กนะฮะ” อูฮยอนเสนอความคิด
เพราะถ้าพ่อแม่ของเด็กน้อยสองคนนี้ทำงานที่เกาะจริงๆยังไงซองกยูก็ต้องให้กลับมาแน่ๆ
เพราะขืนปล่อยไว้ลำพังสองคนแบบนี้ต่อไปถึงเย็นไข้สูงคงกลับมาอีก
นัมอูฮยอนหันไปขอความเห็นจากซองจงซึ่งอีกฝ่ายก็คิดตรงกัน ลีซองจงหันไปพูดกับเด็กหญิงตัวน้อยๆที่ยืนอยู่
อายุน่าจะราวๆ10ขวบ เป็นภาษาญี่ปุ่น
“เดี๋ยวพี่จะไปตามพ่อแม่ของหนูนะ หนูชื่ออะไรครับ” ภาษาญี่ปุ่นที่คุณหมอร่างเล็กใช้อย่างคล่องแคล่ว
แต่ต่างจากอูฮยอนที่เขาไม่รู้เรื่องภาษาญี่ปุ่นสักนิดจึงได้แค่ยืนฟังเงียบๆ
“จีโกะค่ะ หนูชื่อจีโกะ” เด็กน้อยเอ่ยตอบผู้ใหญ่ใจดีตรงหน้าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะทั้งสองคนตรงหน้ามาช่วยพี่สาวเอาไว้
“โอเคครับ จีโกะเดี๋ยวพี่จะไปตามพ่อแม่ของจีโกะนะ
หนูต้องเป็นเด็กดีคอยเช็ดตัวให้พี่สาวนะ” ลีซองจงลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้อูฮยอนที่ยืนรออยู่ไม่ไกลเป็นสัญญาณว่าพวกเขาควรจะกลับไปได้แล้ว
ลีซองจงออกเดินไปก่อน
อูฮยอนเดินเข้าไปหาจีโกะลูบหัวทุยเล็กๆแผ่วเบา
ก่อนจะผละออกไปแต่ยังไม่ทันที่อูฮยอนจะได้เดินไปไม่กี่ก้าว
แรงฉุดรั้งเล็กๆที่แทบจะไม่ทำให้รู้สึกก็เกิดขึ้นด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นหนูน้อยจีโกะที่ดึงมือของเขาไว้ เด็กน้อยมองเขาตาแป๋ว
มือเล็กๆแกะมือข้างที่เจ้าตัวจับไว้ให้แบออกก่อนจะวางอะไรสักอย่างลงบนมือของอูฮยอน ความรู้สึกเย็นๆคล้ายกับโลหะหรือเลทแข็งๆที่วางอยู่บนมือ
ร่างเล็กกางมือออกมองวัตถุเล็กๆคล้ายกับสัญลักษณ์อะไรสักอย่างในมือก่อนจะชี้มาที่ตัวเองเป็นเชิงถามว่า
‘หนูให้พี่หรอ’ เด็กน้อยตรงหน้าเพียงแต่พยักหน้าหงึกๆ
ยืนยันว่าตนให้สิ่งนั้นกับอูฮยอน
คนที่ได้รับของขวัญชิ้นเล็กเผยรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนจะจับแก้มนิ่มของเด็กหญิงเบาๆแล้วผละออกมา
พลางใส่ของขวัญไว้ในกระเป๋ากางเกง
“ตรงนั้นฉันอยากให้เพิ่มโต๊ะอีกหน่อย ตรงนั้นด้วย”
นายเหนือหัวของแบล็กไดมอนด์กำลังยืนพิจารณาห้องโถงใหญ่อยู่กับสถาปนิกวัยกลางคนและอีโฮวอน ห้องตรงนี้ซองกยูอยากจะให้เป็นห้องหลักสำหรับคาสิโนของเขา
ดังนั้นคิมซองกยูจึงตั้งใจกับมันเป็นพิเศษ ร่างโปร่งสั่งให้ซองยอลออกไปตามดูอูฮยอนกับลีซองจงที่ล่าสุดบอดี้การ์ดที่ให้คอยดูแลที่บ้านพักรายงานมาว่าไม่พบทั้งสองคนร่วมสามสิบนาทีแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้จะไปซนที่ไหนถึงจะมีซองจงไปด้วยแต่ซองกยูก็ยังห่วงอยู่ดี
ถึงลีซองจงจะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าแต่ถ้าเทียบอายุสองคนนั้นก็รุ่นเดียวกันแถมหมอนั่นน่าจะรับมือเด็กดื้ออย่างอูฮยอนไม่ไหวแน่ๆ
แต่พอนึกถึงอูฮยอน....อูฮยอนก็มา
ร่างเล็กๆที่คุ้นตาวิ่งดุ้กดิ้กเข้ามาหาทันทีที่มองเห็นร่างโปร่งของคนรักยืนอยู่ไม่ไกล ซองกยูส่งสายตาดุๆไปให้ร่างเล็กกว่าก่อนจะทำเมินทั้งๆที่อีกคนวิ่งเข้ามาเกาะแขนของเขาราวกับเด็กๆ
ท่านประธานหนุ่มต้องทำเก็กขรึมแกล้งอูฮยอนและไหนจะต่อหน้าลูกน้องอีก
เขาจะไม่ยอมเสียมาดมาเฟียหนุ่มเพราะลูกอ้อนของคนตัวเล็กนี่หรอกนะ
ถึงแม้จะแทบทนไม่ไหวที่จะจับมาฟัดแล้วก็เถอะ
“ทำผิดแล้วจะมาอ้อนกันง่ายๆแบบนี้หรอครับคุณอูฮยอน”
หัวทุยที่อิงแอบแนบซบอยู่กับต้นแขนแกร่งผละออกทันทีเมื่อได้ยินสรรพนามที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคย คุณอูฮยอนอย่างงั้นหรอ
“ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ครับ ท่าน ประ ธาน” คนตัวเล็กกว่าไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“หายไปโดยไม่บอกไม่หรอครับ
บอกมาดีๆว่าไปซนที่ไหนหรือเปล่าถ้าเกิดตกทะเลไปฉลามมาจับไปกินแย่แน่ๆ” คำพูดคำจาราวกับกำลังขู่เด็กน้อยหกขวบที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ว่าถ้าเกิดลงไปในทะเลก็จะโดนฉลามกิน แต่อูฮยอนไม่ใช่เด็กหกขวบสักหน่อย อายุยี่สิบกว่าแล้วนะ
“ผมไม่ใช่เด็กนะ แล้วอีกอย่างผมเอาตัวรอดได้น่า
ไม่แย่หรอกครับท่านประธาน”
“ผมไม่ได้หมายถึงคุณนะที่บอกว่าแย่แน่ๆน่ะอูฮยอน”
“ห้ะ”
“ผมหมายถึงฉลามต่างหากน่าสงสารมันนะเพราะถ้ากินคุณไปมันอาจจะท้องเสีย
ผมไม่อยากให้มันสูญพันธุ์หรอกครับ” อูฮยอนมองนิ่งนี่ไม่อยากจะเรียกว่าสิ่งที่พูดออกมามันคือมุกของท่านประธานใหญ่และมาเฟียที่ควรจะรักษาภาพลักษณ์เก็กขรึมหรอกนะ
อยากจะบอกว่าซองกยูเป็นคนหนึ่งที่อูฮยอนจะจำไว้ว่าเล่นมุกได้หน้าตายมาก
แต่ถือว่าหน้าตาดีเขาจะให้ผ่านก็ได้
“ถ้าผมโดนกินคนแถวนี้แหละฮะจะเสียใจ”
“ใคร? ซองจงหรอก็อาจจะนะ”
คนที่ยังไม่เลิกแหย่คนรักหัวเราะออกมาก่อนจะจับหัวเด็กน้อยที่ยู่หน้าเบะปากมาให้ ซบลงตรงอกอีกครั้ง
“ผมไปทำเรื่องดีๆมาเหอะ” อูฮยอนรีบอวดสิ่งที่ตนได้ทำมาราวกับว่าเด็กน้อยอนุบาลถือสมุดการบ้านคัดลายมือที่ได้รูปปั๊มสามดาวจากคุณครูประจำชั้นมาอวดพ่อแม่
“อะไรครับ ไหนรายงานมาซิ” สายตาคมมองคนตรงหน้าที่มีสีหน้ามุ่งมั่น
และดูจะภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองกำลังจะเล่าเต็มที่
“ผมกับซองจงเราข้ามไปฝั่งนู้นกันมา” มือเล็กที่ชี้ออกไปพร้อมกับสายตาคมที่มองตามทิศทางประกอบการเล่าของอีกคน
คำว่าฝั่งนู้นของอูฮยอนคงจะหมายถึงเกาะเล็กๆของชาวบ้านสินะ
“แล้วยังไงต่อครับ” เขายังไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องดีตรงไหนที่อูฮยอนข้ามไปฝั่งนั้นโดยไม่มีใครตามไปด้วย
“ผมก็ไปเจอเด็กคนนึง เด็กผู้หญิงน่ะ พอดีพี่สาวเขาป่วยซองจงเลยช่วยดูอาการให้”
สีหน้าภูมิอกภูมิใจถูกแสดงออกมาผ่านรอยยิ้มสดใสของคนตรงหน้า ซองกยูกลั้นยิ้มก่อนจะโยกหัวอีกคน
“นั่นมันความดีของซองจงหรอกเด็กบ๊อง”
“ชิ” อูฮยอนจิ๊ปากอย่างขัดใจ
ก่อนจะจิ้มลงบนแขนของคนรัก “ซองกยู”
“ครับ” เขายังตั้งใจฟังอยู่
เพียงแต่เมื่อกี้หันไปสั่งให้โฮวอนพาสถาปนิกออกไปก็เท่านั้น
“เด็กคนนั้นชื่อจีโกะ
ช่วยตามหาพ่อแม่แล้วก็ให้พวกเขากลับไปที่บ้านก่อนเลิกงานได้มั้ยฮะ” คำขอที่บ่งบอกว่าอูฮยอนเป็นเด็กดีที่เป็นห่วงคนอื่นถึงแม้จะเป็นคนไม่รู้จักกันก็ตาม
คำขอที่ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยทำไมเขาจะทำให้ไม่ได้
“ได้สิครับ”
ซองกยูหันไปเรียกลูกน้องอีกคนที่มุมห้องให้เดินมาหา
ก่อนจะสั่งให้ไปที่ไซต์งานเพื่อตามหาพ่อแม่ของเด็กจีโกะ
สั่งเสร็จก็หันมาเจอกับร่างเล็กที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
“เป็นคนดีนะเนี่ย” เอ่ยเย้าอีกคน
สีหน้าทะเล้นแสดงออกมา
“แน่นอนสิครับ
คาสิโนนี่ถูกกฎหมายนะครับจะบอกให้เผื่อเด็กแถวนี้ไม่รู้”
“คิดว่าจะทำแต่เรื่องผิดกฏหมายซะอีก” มองค้อนอีกคนไปเบาๆ
ก่อนสิ่งที่ซองกยูตอบกลับมาทำเอาอูฮยอนตาโตกับคำตอบที่คาดไม่ถึง
“ถูกกฎหมายก็ถูกอยู่นะครับ แต่เอาไว้ฟอกเงินน่ะ” ซองกยูบอกคำตอบทิ้งท้ายเอาไว้ให้อีกคนก่อนจะเดินกลับออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม ทิ้งไว้แต่ร่างเล็กของคนรักที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ที่เดิมและกว่าอูฮยอนจะตั้งสติได้คุณคิมซองกยูก็เดินไปไกลแล้ว
ร้ายนะเนี่ย...แจ้งตำรวจดีมั้ยนะ
บนเรือลำเดิมกับตอนที่นั่งมา
อูฮยอนออกมานั่งที่เดิมกับตอนที่เขามีอาการเมาเรือแต่ว่าตอนนี้มันแตกต่างจากตอนนั้นเพราะนัมอูฮยอนไม่ได้นั่งพิงอกแกร่งของคนรักเขาเพียงแค่นั่งห้อยขาเคียงข้างกัน
รับลมเย็นๆก็แค่นั้น
แต่ร่างเล็กมีเรื่องบางอย่างที่สงสัยกะว่าจะถามซองกยูตั้งแต่ขึ้นเรือแล้วแต่ก็ลืมไป
“ซองกยู” เรียกคนรักเสียงแผ่ว ซองกยูหันหน้ามาหาเด็กน้อยข้างกาย
“มีอะไรครับ”
“เรือที่จอดไว้ข้างๆบ้านร้างท้ายเกาะฝั้งนั้นน่ะ
มันใช้ไม่ได้แล้วหรอฮะ” สีหน้าครุ่นคิดพร้อมกับคำถามที่ทำเอาชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีที่อีกคนเล่าจบ
ซองกยูคิดว่าเขาจำได้แม่นว่าตัวเองมีเรือทั้งหมดกี่ลำ
และเรือเหล่านั้นพวกมันก็ถูกจอดไว้ในที่ของเกาะใหญ่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่ของมัน แล้วเรือข้างบ้านร้างท้ายเกาะนั่นคืออะไร
มันชักจะมีอะไรแปลกๆ
ทั้งเรือ
บ้านร้าง
“อาจจะเป็นเรือเสียน่ะ
เอาเป็นว่าคุณอย่าไปตรงนั้นอีกถ้าไม่มีซองยอลไปด้วยโอเคมั้ยครับ” ซองกยูโกหกคำโตออกไปให้อูฮยอนไม่คิดมาก
มันเป็นไปไม่ได้ตามที่เขาบอกออกไปในเมื่อเรือทุกลำของเขายังอยู่ดีและมันไม่มีลำไหนเสียแถมบ้านร้างนั่นเขาก็ไม่เคยสั่งให้มีใครไปตรวจ
เพราะยังไงตรงนั้นก็เป็นหมู่บ้านไม่น่าจะมีอันตรายอะไรเพราะผู้คนก็เต็มไปหมด
สงสัยต้องคิดดูอีกที
ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าในท่าเรือชิโกกุอีโฮวอนขอตัวแยกไปจัดการธุระในเกียวโต จึงเหลือแค่เขา อูฮยอน ซองจง และซองยอล
และสถานที่ต่อไปที่เขาจะต้องไปก็คงไม่พ้นห้างสรรพสินค้าแถบนี้แล้วแหละ
เดี๋ยวเด็กแถวนี้จะไม่มีมือถือเล่นเกม
ซองกยูให้ซองจงพาอูฮยอนเดินไปที่ร้านมือถือที่เขารู้จักก่อนและให้ลูกน้องตามไปด้วยสองสามคน
ส่วนเขามีบางเรื่องที่ต้องปรึกษากับซองยอล
“เรือ?”
มือขวาหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ปนความแปลกใจกับสิ่งที่เจ้านายของตนเล่าจบ
“ใช่ อูฮยอนกับซองจงไปเจอมันที่ท้ายเกาะเล็ก”
คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน
ตอนนี้สำหรับเขาไม่ว่าจะอะไรๆมันก็อันตรายไปเสียหมด
ซองกยูไม่กล้าแม้แต่จะไว้ใจใครเพราะเหตุการณ์ที่นี่ชักจะเกินควบคุมและเขาก็ผิดเองที่ปล่อยให้อูฮยอนมาที่นี่
แต่ถ้าจะปล่อยอีกคนไว้ที่โซลแบบนั้นทั้งๆที่คิดว่าเขาตายไปแล้ว ซองกยูก็คิดว่าตัวเองทำไม่ลงอีกเหมือนกัน
“ผมจะรีบให้ตรวจสอบครับ”
น้ำเสียงที่กังวลใจไม่แพ้กันของซองยอลเอ่ยขึ้น เขาจะต้องรีบทำเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
“อย่าเปิดเผย”
“ครับ?”
“ปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปจะดีกว่า”
เพราะถ้าหากมันไม่ใช่เรื่องดีอย่างน้อยเราก็จะได้ทั้งรู้ความจริง
และจะได้ไม่เกิดการปะทะกันให้เปลืองกระสุนเปล่าๆ
“ครับ”
หนุ่มน้อยวัยยี่สิบสองปีร่างเล็กสองคน
ยืนอยู่ในร้านขายมือถือร้านใหญ่ที่สุดในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ก็ว่าได้
นัมอูฮยอนที่เดินเลือกรุ่นนั้นรุ่นนี้ไม่หยุดแถมยังลากหมอหนุ่มหน้าหวานให้เดินตามตัวเองไปเสียแทบจะทุกที่ แต่ลีซองจงก็ไม่บ่นสักคำแถมยังช่วยอีกคนเลือกโทรศัพท์อย่างใจเย็น
และภาพทั้งหมดก็ตกอยู่ในสายตาของผู้ที่เพิ่งจะมาถึงไม่กี่นาที
ดวงตาแหลมคมราวกับพญาเหยี่ยวหยุดยืนมองภาพตรงหน้าได้นานหลายนาทีโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนเพราะกะแค่จะมาเดินดูบรรยากาศของกิจการส่วนตัวแต่ภาพคุณลูกค้าร่างเล็กสองคนที่กำลังเลือกสินค้าอยู่กลับสะดุดตาซะอย่างงั้น
ขายาวก้าวตรงไปยังชายหนุ่มร่างบางทั้งสอง
ก่อนคำทักทายอย่างมีมารยาทจะถูกเอ่ยขึ้นมา
“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับคุณลูกค้า” อูฮยอนและซองจงหันกลับมามองตามต้นเสียงทุ้มที่อยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง
ใบหน้าคมคายที่ซ่อนอยู่ภายใต้กรอบแว่นตาสีดำสนิท
ไรหนวดเล็กที่ขึ้นประปรายอยู่บนใบหน้ายิ่งส่งให้ใบหน้าของคนตรงหน้าดูคมคายยิ่งขึ้น
ประกอบกับคำพูดที่ดูสุภาพคงไม่ใช่แค่พนักงานธรรมดาแน่นอน
“ฮะ..เอ่อไม่เป็นไรครับ
ผมเลือกได้แล้ว” นัมอูฮยอนเอ่ยปัดออกไปไม่ใช่ว่าเพรารู้สึกไม่ดี แต่ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา
และอูฮยอนก็ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า
“แย่จังนะครับผมคงมาช้าไป
ผมซาโต้ มิคิโอะครับเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้านี่”
มือใหญ่ถูกยื่นออกมาอยู่ตรงหน้า
อูฮยอนได้เพียงแต่ลังเลพลางหันไปสบตากับซองจงที่ยืนอยู่ข้างๆ
แต่ก็ได้รับแววตาที่ไม่ต่างกันกลับมา
“ผมนัมอูฮยอน
แล้วนี่ซองจงครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณนัมอูฮยอน
คุณซองจง” ประโยคหลังหันไปทางคุณหมอร่างเล็ก ซาโต้
มิคิโอะลดมือที่ค้างไว้แบบนั้นของตัวเองลงเมื่อทั้งสองคนตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะยื่นมือออกมาสักนิด
“ครับคุณซาโต้ พวกผมขอตัวนะฮะ” ร่างเล็กพยายามเลี่ยงจากสถาการณ์อันน่าอึดอัดพลางดวงตาคู่หวานก็ลอบมองหาคนรักของตนแต่ซองกยูก็ยังไม่มาสักที
อูฮยอนและซองจงค้อมศีรษะเพียงเล็กน้อยก่อนจะแทรกตัวเดินเลี่ยงออกมา
“เดี๋ยวครับ”
แต่ทว่าเสียงของคนที่เขาพยายามจะเดินออกห่างกลับดังขึ้น
พร้อมกับมือหยาบที่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหมอหนุ่มหน้าหวาน
ลีซองจงสะบัดหางตามองคนด้านหลังอย่างไม่พอใจนิดๆ ก่อนที่ซาโต้
มิคิโอะจะปล่อยมือเล็กลงอย่างเสียดาย
“ผมอยากจะเจอกับพวกคุณอีกเป็นไปได้มั้ยถ้าผมจะขอ...”
“เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนครับ”
เสียงห้าวที่คุ้นเคยดังขึ้น
อูฮยอนมองผ่านชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งจะเจอกันไม่กี่นาทีไปด้านหลัง
ซองกยูเดินมาพร้อมกับซองยอลแทรกผ่านชายชุดดำเข้ามาก่อนที่ร่างโปร่งจะหยุดยืนข้างกายคนตัวเล็ก ด้านมือขวาหนุ่มก็เดินอ้อมไปทางด้านหลังมือหนาดึงมือของซองจงที่ตกอยู่ข้างกายกระตุกแผ่วเบาให้อีกคนเดินมาหลบหลังตัวเอง
ซาโต้
มิคิโอะเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
มือหยาบตบลงที่ไหล่แกร่งของท่านประธานแห่งคิมบีดีกรุ๊ป พร้อมกับสียงหัวเราะ
“อ้าว..มิสเตอร์คิมไม่คิดเลยว่าจะเจอกันที่นี่”
ซาโต้เอ่ยทักนักธุรกิจหนุ่มรุ่นน้องอย่างเป็นมิตรในสายตาคนอื่นๆ
แต่มีเพียงเจ้าตัวและซองกยูเท่านั้นที่รู้ว่านี่มันเป็นเพียงแค่การใส่หน้ากาก ซองกยูยกยิ้มกับคำถามของคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยตอบออกไป
“พอดีพาแฟนมาซื้อของน่ะครับ
ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเจอคุณที่นี่” มือหนาเลื่อนขึ้นมาจับเอวบางของคนข้างกายราวกับจะให้การกระทำช่วยยืนยันคำพูดของตนเอง
ซาโต้มองสองคนตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่งแต่แตกต่างก็ตรงที่สายตาเขามักจะไปหยุดอยู่กับใบหน้าหวานของผู้ชายร่างเล็กที่ยืนอยู่ด้านหลังมือขวาร่างสูงของคิมซองกยูต่างหาก
ขนาดมีไอโย่งนั่นบังอยู่
ก็สะกดสายตาไม่เปลี่ยน
“ผมก็แค่มาดูงานน่ะ
ตรวจตลาดสักหน่อยแต่มาเจอมิสเตอร์คิมก็ดีแล้วผมจะได้ถือโอกาสเชิญด้วยตัวเอง”
“เชิญ?”
“ครับ
ผมจะจัดงานเปิดตัวสินค้าใหม่ในวันพฤหัสหน้าที่เกาะส่วนตัวของผมยังไงก็ขอเชิญคุณซองกยูกับคุณอูฮยอนแล้วก็…”
ดวงตาคมมองเลยไปด้านหลัง “คุณซองจงมาด้วยนะครับ”
“เป็นเกียรติมากครับคุณซาโต้”
ซองกยูเอ่ยตอบตามมารยาท ก่อนจะขอตัวออกจากตรงนั้น
ซาโต้ มิคิโอะเดินจากไปแล้วและตอนนี้อูฮยอนก็ได้ของที่ต้องการเรียบร้อย
ทั้งหมดกำลังเดินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ มือเรียวสะกิดคนข้างตัวที่เดินกุมมืออีกข้างของเขาแน่นตั้งแต่อยู่ในห้างตอนนั้น
“ซองกยู”
“ครับ”
ดวงตาคมมองร่างเล็กข้างกายผ่านเลนส์ของแว่นกันแดดสีดำ อูฮยอนทำหน้าเหมือนมีเรื่องจะถาม
“คุณซาโต้เขาเป็นคนญี่ปุ่นทำไมถึงพูดเกาหลีเก่งจัง”
“ไม่รู้สิ
ผมเคยได้ยินคนเขาพูดกันว่าซาโต้เคยไปอยู่เกาหลีหลายสิบปีคงจะเป็นอย่างงั้นหรือเปล่า” อูฮยอนพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังของรถ
ลีซองจงเดินออกมาพร้อมกับมือขวาหนุ่ม
ซองยอลลอบมองใบหน้าของอีกคนซึ่งดูไม่ดีนักเขาสังเกตุเห็นตั้งแต่อยู่ข้างใน “ซองจง”
“…” ลีซองจงยังคงเหม่อลอย ไม่ได้ยินที่อีกคนถามจนกระทั่งซองยอลจับเข้าที่แขนเล็กดึงให้อีกคนหันหน้าเข้ามาหา
“ซองจง
” เรียกซ้ำอีกครั้งจนคนตรงหน้าเหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง
“ฮ...ฮะมีอะไร”
“นาย..โอเคหรือเปล่า”
ซองยอลจับผมหน้าม้าที่ทิ้งตัวลงมาเกือบจะทิ่มดวงตากลมไปไว้ทางด้านหลัง
ดวงตาหวานที่พยายามที่จะไม่สบตากับเขาตรงๆเสมองพื้นจนซองยอลรู้สึกหงุดหงิด
“โอเคสิ”
ซองจงระบายยิ้มออกมาน้อยๆ
ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างน้อยคนตรงหน้านี่ก็แสดงความเป็นห่วงออกมา
มันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เรารู้จักกันหรือเปล่าซองจงก็ไม่แน่ใจ
คุณหมอร่างเล็กผละตัวออกมามือเรียวดึงประตูรถให้เปิดออกก่อนจะก้าวขึ้นไปบนรถตู้สีดำสนิทตรงหน้า
แต่เสียงที่คุ้นเคยด้านหลังกลับพูดบางประโยคขึ้นมาก่อน
“แต่ถ้าคุณโฮวอนอยู่นายคงโอเคกว่านี้
” ประโยคตัดพ้อแนวเดิมที่ซองจงมักจะได้ยินบ่อยที่จริงระหว่างเราสองคนซองจงเองก็ไม่รู้ว่าใครผิดที่ไม่ยอมบอกความรู้สึกกันไปตรงๆ
มีเพียงมือขวาหนุ่มที่เข้าใจอยู่แบบนั้นว่าเขามีความรู้สึกดีๆให้โฮวอน
ทั้งๆที่เขารักอีโฮวอนในแบบพี่ชาย
พี่ชายที่คอยช่วยเหลือหลายๆเรื่องในตอนที่เขาเรียนจบและมาทำงานที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนานถึงสองปี ก่อนจะกลับไปอยู่ที่เกาหลีหลังจากนั้นและได้เจอกับซองยอล
“ใช่ถ้าโฮวอนฮยองอยู่มันคงจะดีกว่านี้ ” เพราะเขาคงจะแสดงความเป็นห่วงออกมามากกว่านาย
ซองจงได้เพียงแค่ต่อท้ายประโยคหลังในใจก่อนจะขึ้นรถไป
อีซองยอลได้แต่ยืนก่นด่าตัวเองอยู่ในใจทั้งๆที่เมื่อกี้ตอนเขาเดินไปถึงและเห็นซาโต้กำลังจับมือของซองจงอยู่ต่อหน้า
ในใจเขาอยากจะเดินไปดึงมันออกด้วยตัวเองแต่เขาก็ไม่ได้ทำ
อยากจะเดินไปกอดแต่ก็ไม่กล้า
เพราะเขาไม่มั่นใจว่าคนที่อยู่ในใจอีฝ่ายเป็นเขาหรือเปล่า
ตึกเอ็มเอสกรุ๊ป สาขาโยโกฮาม่า
ทาเคตะ
มยองซูนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ประจำตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในสาขานี้
มือเรียวเคาะโต๊ะตรงหน้าเป็นจังหวะขณะที่กำลังรอผู้เป็นพ่อที่กำลังเดินทางมาจากโตเกียว จางดงอูลอบมองลูกชายของผู้มีพระคุณที่วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษแถมยังดูอารมณ์ดีมากกว่าปกติ
เพราะจะได้ไปโอซาก้าหรือเปล่านะ
เสียงเปิดประตูห้องเรียกความสนใจจากทั้งสองคนได้ทันที
ดวงตาหวานของมยองซูหันไปมองยังต้นเสียงก่อนจะเห็นชายร่างท้วมที่คุ้นตาเดินเข้ามา
“พ่อ”
ท่าทางดีใจจนยิ้มตาปิดของลูกชายเพียงคนเดียวอยู่ในสายตาผู้เป็นพ่อ ที่วันนี้ลูกชายดูอารมณ์ดีจนผิดปกติ
“ทำไมวันนี้แกตื่นเช้า
มีอะไรที่พ่อไม่รู้หรือเปล่า” คำถามตรงๆจากผู้เป็นพ่อทำอามยองซูลอบกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ กอ่นจะแสร้งเฉไฉเข้าเรื่องอื่นเพื่อเอาตัวรอด
“เปล่านี่ครับ
ไปกันเถอะ”
ก็แค่ดีใจที่จะได้ไปเจอใครบางคนก็เท่านั้น
การเดินทางใช้เวลาพอสมควรจากโยโกฮาม่ามาจนถึงโอซาก้า
รถตู้สีบลอนด์จอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ของประธานบริษัทคิมบีดีกรุ้ป
เพียงไม่นานก็ปรากฎร่างของซองกยูที่เดินออกมาต้อนรับผู้อาวุโสกว่าและมีอิทธิพลแทบจะเรียกได้ว่าที่สุดในโตเกียว
ร่างโปร่งของท่านประธานคิมบีดีกรุ๊ปเดินออกมาพร้อมกับโฮวอนและมือขวาหนุ่ม สายตาของผู้ชราวัยลอบมองชายหนุ่มรุ่นคราวลูกทั้งสามโดยเฉพาะคนสำคัญของแบล็กไดมอนด์ในญี่ปุ่นอย่างอีโฮวอน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างลูกชายคนเดียวของเขากับมือซ้ายของแบล็กไดมอนด์
“สวัสดีครับคุณลุง”
ซองกยูเอ่ยกับชายชราตรงหน้าด้วยความเคารพ
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่คิมบีดีกรุ๊ปได้เข้ามาตีตลาดในญี่ปุ่นเขาก็ได้ผู้ชายตรงหน้าที่เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่
คอยช่วยเหลือเขาทุกๆอย่าง
“ไม่ได้เจอกันหลายเดือน
สบายดีมั้ยล่ะคุณคิม” หัวหน้าตระกูลทาเคตะเอ่ยอย่างเป็นมิตรกับคิมซองกยู รอยยิ้มในแบบฉบับของผู้ชายใจดีเผยออกมาให้เห็น
พร้อมกับเสียงหัวเราะประจำตัว
“ก็เรื่อยๆครับคุณลุงมาคนเดียวหรอครับ
เชิญในบ้านก่อนดีกว่า” ซองกยูเอ่ยถามผู้อาวุโสกว่าเมื่อเห็นแค่อีกฝ่ายเพียงคนเดียว ก่อนที่คุณทาเคตะ
รันจะส่งเสียงเรียกอีกคนที่มาด้วยกัน แต่กลับไม่ยอมลงมาสักที
“มากับเจ้าตัวยุ่งนั่นแหละ”
ทาเคตะรันหันไปดูที่รถก็ยังไม่มีวี่แววว่าเจ้าลูกตัวแสบจะลงมา จึงตัดสินใจส่งเสียงเรียกออกไป
“มยองซูลงมาได้แล้ว”
เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยไม่ได้สร้างความแปลกใจให้อีโฮวอนเท่าไรนัก
เพราะเขารู้อยู่แล้วว่ามยองซูต้องมาเพียงแต่ตอนนี้มือซ้ายหนุ่มอยากจะเดินออกไปจากตรงนี้แต่ก็ติดที่ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ และสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คงแค่จะยืนอยู่เฉยๆ
ร่างเล็กที่คุ้นตาเดินลงมาจากรถตู้พลางค้อมศีรษะให้คิมซองกยู และหันไปยิ้มทักทายกับอีซองยอลเพียงแค่นั้น
แค่นั้นจริงๆ
ก่อนที่ทาเคตะมยองซูจะหันไปพูดกับพ่อของตนโดยที่ไม่ได้ชายตามองมาทางโฮวอนเลยสักนิด
“ไปเข้าไปข้างในกัน”
ทั้งห้าคนเดินเข้าไปด้านในพร้อมกันทันทีที่คาเทตะ
รันพูดจบซองกยูเดินไปพลางพูดคุยกับผู้อาวุโสอย่างออกรสโดยมีอีซองยอลเดินตามห่างๆก่อนที่มือซ้ายหนุ่มอย่างอีโฮวอนทำท่าจะเดินตามไปเป็นคนสุดท้าย
แต่..
มือเรียวของมยองซูดึงมือหนาของอีโฮวอนไว้ได้ทันก่อนที่อีกคนจะเดินไป
“เดี๋ยวสิ
”ร่างบางตัดสินใจเอ่ยรั้งออกไป “ นี่คุณไม่คิดจะดีใจที่เจอผมหน่อยหรอ”
มยองซูวิ่งอ้อมจากด้านหลังมาหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่ม
แววตาสุกใสเปล่งประกายอย่างคุ้นเคยยามที่โฮวอนมองสบตาคู่นั้น ประกายตาสดใสที่ยังคงมองแค่เขาตลอดมา
“…”
“เจอทีไรก็ไม่พูดตลอด
นี่คุณเป็นใบ้หรือไง” ใบหน้าหวานง้ำงองุดลงจนคางชิดอก
ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนสุดท้ายมันก็เหมือนจะลงอีหรอบเดิม
“เปล่า”
เสียงห้าวในรอบหลายๆครั้งที่เขาได้ยิน มยองซูเงยหน้ามองสบตากับดวงตาคู่คม
เขารับรู้ได้ว่ามันยังคงไม่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะตอนไหน แต่ความคิดของคนตรงหน้าต่างหากที่เปลี่ยนไป
“งั้นก็กลับมาเป็นแบบเดิมได้หรือเปล่า”
คำถามที่ถูกถามออกไปด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับจะกระซิบ หรือกลัวว่าถ้าพูดดังกว่านี้คนตรงหน้าอาจจะไม่พอใจเอาก็ได้
คำถามที่เขาอยากจะถามโฮวอนเป็นร้อยๆครั้งแต่ก็ไม่โอกาส
ไม่สิต้องเรียกว่าคนตรงหน้าไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยต่างหาก
“.....”
มีเพียงความเงียบแทนคำตอบ
โฮวอนเสหน้าหันไปทางอื่นพยายามอย่างยิ่งที่จะหลบเลี่ยงต่อดวงตากลมใสที่เขามักจะพ่ายแพ้มันทุกครั้ง
“ถ้าอย่างงั้นผมควรรอคุณหรือเปล่าโฮวอน
” มือเล็กๆที่เริ่มทุบเบาๆที่แผ่นอกแกร่งของคนที่มองมาด้วยสายตาเย็นชา “ผมควรจะพยายามต่อไปทั้งๆที่มันจะไม่มีวันได้อะไรกลับมาหรอ..บอกสิ”
ดวงตาคมหม่นแสงลงเมื่อมองคนตรงหน้า ดวงตากลมโตที่เคยสดใสแต่ตอนนี้มีหยดน้ำเอ่อคลอแต่เจ้าตัวก็ยังพยายามกลั้นมันไว้
“อย่างน้อย”
เสียงหวานปนสะอื้นเว้นวรรคอยู่ชั่วครู่
ก่อนจะพูดขึ้นใหม่ด้วยถ้อยคำตัดพ้อที่โฮวอนไม่มีวันคิดแบบนั้น
“อย่างน้อยถ้าไม่รักกันแล้ว..ก็บอกมาเลยสิ” แรงทุบตีที่แผ่นอกอ่อนลงจนแทบจะไม่เหลือ
มือคู่เล้กตกลงข้างกายก่อนที่คุณหนูคนเดียวของเอ็มเอสหันหลังเดินออกไป แต่ก็ยังไม่เร็วเท่ามือหนาของคนด้านหลังที่คว้าข้อมือเล็กๆที่เขาแทบจะกำมันรอบทั้งสองข้างด้วยมือเดียวได้
แรงฉุดรั้งจากด้านหลังดึงร่างทั้งร่างของทาเคตะมยองซู
ให้เซไปกระทบเข้ากับอกแกร่งของคนที่ยืนอยู่
สัมผัสอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาทุกอณูกายตัดกับภาพความเย็นชาเมื่อสักครุ่จนน่าตกใจ
เสียงหายใจพร้อมกับลมอุ่นๆที่รดอยู่บริเวณต้นคอ
มยองซูก้มหน้าซุกซบลงกับบ่าของอีกคน
“ทำแบบนี้อีกทำไมกัน
คุณต้องการยังไงบอกแล้วไงโฮวอนถ้าฮยองไม่รักผมแล้วก็บอกมาสิ”
“รักสิ”
คำบอกรักแผ่วเบาที่มยองซูคิดว่าชาตินี้เขาอาจจะไม่ได้ยินมันอีก แต่ตอนนี้อีโฮวอนกลับพูดมันออกมา
“พี่ยังรักนาย..เลิกพูดบ้าๆได้แล้วเด็กโง่”
จมูกคมฝังลงที่ข้างขมับก่อนจะปล่อยร่างเล็กกว่าให้เป็นอิสระ
ก่อนที่โฮวอนจะเดินเข้าบ้านไปโดยที่ทิ้งเด้กโง่ที่เขาเพิ่งจะพูดว่ารักไว้ตรงนั้นเอาดื้อๆ
“คนเย็นชา”
ควันจางๆที่ลอยขึ้นมาไม่ขาดสายจากถ้วยน้ำชากระเบื้องเคลือบบนโต๊ะหินอ่อนสีขาวในห้องโถงใหญ่
เสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเล็ดรอดออกมาให้ได้ยินเป็นระยะ บนโต๊ะที่มีแผนที่และแปลนก่อสร้างรวมถึงแผนงานในปีนี้ เขาและคุณลุงทาเคตะ รัน
ไว้ใจกันและกันมากพอที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนแผนงานธุรกิจกันทุกครั้งที่มีโอกาส
“อาทิตย์หน้านายจะไปที่งานของมิคิโอะหรือเปล่า” บทสนทนาถูกเปิดขึ้นอีกครั้งในหัวข้อของงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของซาโต้
มิคิโอะที่ซองกยูเองก็ได้รับเชิญไปงานเหมือนกัน
งานเลี้ยงเปิดตัวสินค้าใหม่ของผู้มีอิทธิพลแถบคิวซูและโอกินะวะ
“ไปแน่นอนครับ
แล้วก็กะจะค้างที่เกาะเลย” เพราะถ้าหากเดินทางคงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ในตอนกลางคืนทำให้ซองกยูตัดสินใจที่จะค้างที่เกาะส่วนตัว
ว่าจะพาอูฮยอนไปด้วย
แต่คงให้รอที่เกาะ หลังจากเหตุการณ์ที่โซลซองกยูก็ไม่ค่อยรู้สึกอยากจะให้อูฮยอนไปงานรื่นเริงที่ไหนทั้งนั้นถึงแม้เขาจะไปด้วยก็ตาม
“ก็ดีงั้นลุงคงต้องรบกวนด้วยนะ”
“ได้เลยครับคุณลุง”
ซองกยุเอ่ยบอกพร้อมกับรอยยิ้ม
ก่อนที่จะสังเกตเห็นผู้สูงวัยกว่ากรอกสายตาไปมารอบๆเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง และก็ดูเหมือนคุรทาเคตะ ริวจะรู้ตัว
ท่านประธานสูงสุดของเอ็มเอสจึงหันมาบอกมาเฟียหนุ่มรุ่นลูก
“มยองซูน่ะ ไม่เห็นเข้ามาเลย”
ซองกยูพยักหน้ารับก่อนจะหันไปบอกซองยอลที่ยืนอยุ่ข้างๆ
มือขวาหนุ่มเดินออกไปด้านนอกเพียงครุ่ก่อนจะเดินกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“คุณมยองซู
คุณอูฮยอนและซองจงอยู่ที่สระน้ำในบ้านสวนด้านหลังครับ” และบ้านสวนที่มือขวาหนุ่มพูดถึงก็คงไม่พ้นบ้านสวนด้านหลังของอีโฮวอน และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้
“เห้อลุงต้องกลับแล้วแหละ
มารบกวนนายนานเกินไปแล้ว” ชายชราเอ่ยบอกก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยที่ใช้ไม้เท้ารูปมังกรประคองตัวเอาไว้
“ไม่รบกวนเลยครับ ผมดีใจมากกว่าที่ได้เจอคุรลุงอีก”
“พูดดีนะเราเนี่ย
งั้นลุงจะไปรอหน้าบ้านไปตามมยองซูมาหน่อยก็แล้วกัน ” ผู้อาวุโสทิ้งท้ายคำพูดก่อนจะเดินออกไป
ท่านประธานหนุ่มแห่งคิมบีดีกรุ๊ปหันไปบอกกับอีโฮวอน
เพราะเขาคิดว่าหน้าที่นี้ควรจะเป็นของหมอนี่มากกว่าส่วนเด็กดื้อของเขาปล่อยให้เล่นไปก่อนเดี๋ยวค่อยไปเรียกดุทีหลัง
“แกไปตามสิโฮวอน”
“ผมว่า...”
เป็นอีซองยอลที่พูดขัดขึ้นมา “เราควรจะไปกันหมดนี่นะครับ”
ทั้งสามหนุ่มเดินตรงไปยังบ้านสวนหลังเล็กทางด้านหลังตึกใหญ่ ขอบสระน้ำสีน้ำตาลรับกับสีไม้และกระจกของบ้านที่มองเห็นชัดตั้งแต่ไกลตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักที่ปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร
มองจากตรงนี้ซองกยุมองเห็นลุกน้องของเขาที่ตามมาคุ้มกันร่างเล็กตามที่เขาสั่งไว้ยืนอยู่ตามจุดต่างๆของบ้านราวๆหกคน แต่เจ้าพวกนี้แทนที่จะหันหน้ามองรอบบ้านกลับหันไปทางสระน้ำนั่นแทน
นายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์พร้อมด้วยมือซ้ายและมือขวาหนุ่มเดินขึ้นบันไดมาตรงลานกว้างที่มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางลาน
ชายชุดดำเมื่อเห็นบุคคลสำคัญเดินขึ้นมาก็ต่างหันไปโค้งให้ร่างสูงก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อราวกับเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้มีใครละเลยมันแม้แต่คนเดียว
และภาพที่ซองกยูกับคนสนิททั้งสองเห็นก็ทำเอาเขาเข้าใจทันทีเลยว่าทำไมพวกลูกน้องถึงเสี่ยงที่จะเลยหน้าที่ของตัวเอง หรือจะเรียกว่าทำหน้าที่ได้ดีจนน่าจะให้ รางวัล
ดีล่ะ
เสื้อยืดสีขาวที่เปียกน้ำจนบางลู่แนบไปกับลำตัวของร่างเล็กในสระน้ำทั้งสามคนที่ใส่เสื้อแบบเดียวกัน
กำลังเล่นน้ำอยู่ภายในสระอย่างสนุกสนานจนไม่รับรู้ถึงชายหนุ่มสามคนที่มาใหม่เลยสักนิด
“ซองยอล
สั่งให้พวกนั้นลงไปคุ้มกันด้านล่าง” เสียงเข้มเอ่ยสั่งกับอีซองยอลโดยที่สายตายังไม่ละไปจากภาพตรงหน้า
ตอนนี้ซองกยูรู้สึกหน้าร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่จะแตกต่างกับอีโฮวอนก็ตรงที่หมอนี่ยืนนิ่งใจเย็นจนน่าใจหาย ก่อนที่แรงขยับตัวข้างกายของมือซ้ายหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิท อีโฮวอนเดินออกไปทางประตูบ้าน
“โฮวอนแกจะไปไหน”
แทนที่จะมาช่วยกันจัดการเด็กดื้อพวกนี้ที่เล่นจนไม่รู้อะไรเลย
“แกไม่รู้สึกอะไรหรือไง”
“ไปเอาผ้า”
อีโฮวอนตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่ค่อยๆคิ้วขมวดทีละนิดตามความร้อนบนใบหน้าที่พุ่งสูง
“ดีเลย
ฉันขอด้วย”
“เอาผืนใหญ่ๆเลยนะครับ”
เสียงของอีซองยอลที่ดังมาจากด้านหลัง สำหรับตอนนี้เอาผ้ามาให้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
ซองกยูทอดมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง “จะเอามาห่อให้มิดหัวเลยเด็กดื้อ”
Anything :: ตอนนี้ไม่มีอะไรอีกแล้ว ไอ้ที่เขียนมานั่นเรียกว่าปมได้มั้ย5555
แต่ตอนหน้ามีแน่ๆค่ะ
ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ
@anythingELF ฝากแท็ก #osanything หรือจะไปหวีดเป็นบ้าเป็นหลังกะเราในทวิตก็ได้ เจอกันตอนหน้าค่ะ><

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น