LoveChain 10
-10-
เรือโดยสารสีขาวขนาดกลางจอดเทียบท่าเรือในเกาะส่วนตัวสุดหรูแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากซูตะเท่าไหร่นัก
คิมซองกยูพร้อมกับอีโฮวอนในชุดสูทสีสุภาพเดินลงจากเรือมาเพียงแค่สองคน
วันนี้เขามาร่วมงานเปิดตัวสินค้าของ ‘ซาโต้ มิคิโอะ’
ตามที่เจ้าของงานอ่ยปากชวนไปเมื่อครั้งก่อน และทิ้งให้คนรักอยู่ที่เกาะกับซองจงและซองยอลด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่อยากพาอูฮยอนมาที่นี่
มันดูจะอันตรายเกินไปและที่แน่ๆไม่ใช่ถิ่นของเขาซึ่งมันจะลำบากหากเกิดอะไรขึ้น
ภายใต้งานเลี้ยงสุดหรูแบบนี้อาจจะกำลังมีการค้าอาวุธอยู่ภายในก็อาจจะเป็นไปได้
วงการนี้มันซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจและจับไต๋ได้ง่ายๆ
เขาไม่อยากให้อูฮยอนมาเสี่ยงอีกแล้ว
ทั้งสองคนเดินเข้าไปภายในงานผ่านซุ้มประตูสีขาวก่อนจะเจอกับเจ้าของงานในค่ำคืนนี้ยืนรออยู่ที่ทางเข้า
“อ้าวคุณคิม คุณโฮวอนรู้สึกเป็นเกียรติมากๆที่พวกคุณมา” ประโยคทักทายตามมารยาททันทีที่เห็นหน้า’แขกคนสำคัญ’
ของตนเองเดินเข้ามา
พร้อมๆกับมือขวาที่ส่งออกไปหมายจะทักทายกับผู้มาใหม่
“ผมต้องมาอยู่แล้วครับคุณซาโต้” คิมซองกยูส่งมือไปจับทักทายอีกฝ่ายตามมารยาท
“เชิญคุณไปนั่งก่อนดีกว่า
พอดีคุณทาเคตะก็มาแล้วเหมือนกัน หวังว่าคุณจะไม่มีปัญหาในการร่วมโต๊ะ”
“ไม่หรอก ผมอยากนั่งกับคุณทาเคตะ”
“ก็ดี....ครับ”
ซาโต้
มิคิโอะเดินนำแขกคนสำคัญของตนเองไปที่โต๊ะด้านในสุดที่มีคนนั่งอยู่แล้วสองที่
และคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตระกูลทาเคตะผู้พ่อกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทาเคตะมยองซูที่นั่งอยู่ก่อนแล้วสักพัก คิมซองกยูเดินไปและโค้งทักทายเช่นเดียวกับโฮวอน
โดยนายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์เลือกที่จะนั่งถัดจากผู้อาวุโส
และอีโฮวอนก็เลือกที่จะนั่งถัดมาจากคิมซองกยู
เป็นซาโต้ที่นั่งลงถัดจากมยองซู ก่อนการพูดคุยจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีว่าในตอนนี้เป็นเพียงการสนทนาที่ใช้หน้ากากเข้าช่วยในการพูดคุยกัน
ต่างฝ่ายก็ต่างต้องการผลประโยชน์จากฝ่ายตรงข้าม
มันไม่ใช่เรื่องที่ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้ในวงการนี้หากแต่อีกฝ่ายต้องไม่ล้ำเส้นเสียก่อน
สายตาคมของเจ้าของงานลอบมองคิมซองกยูอยู่เป็นระยะๆ
ก็ยังเห็นเจ้าตัวพูดคุยอยู่กับทาเคตะรันอย่างออกรส
แต่แรงสะกิดเบาๆทางด้านหลังก็เรียกความสนใจจนเขาต้องหันกลับไป
เป็นลูกน้องคนสนิทที่เข้ามากระซิบบอกอะไรบางอย่าง
บางอย่างที่เขากำลังสั่งให้คนที่ไว้ใจได้จัดการอยู่ตอนนี้
โดยมีงานเลี้ยงแห่งนี้บังหน้าและดึงความสนใจของเหล่ามาเฟียตาเหยี่ยวนี้ออกมาก็แค่นั้น
“มีอะไร” ซาโต้เอ่ยถามลูกน้องของตนเองทันทีที่ขออนุญาตลุกออกมาจากโต๊ะโดยอ้างว่าจะไปดูแลแขกอีกด้านหนึ่งของงาน
“ทางฝั่งนั้นเกิดปัญหานิดหน่อยครับ
ท่านจะให้จัดการยังไงดี”
“เกิดปัญหาหรอ?” แน่นอนว่าเขาย่อมคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้น
แต่ไม่ว่ายังไงคืนนี้’ของ’ ก็ต้องถูกส่งออกไปตามเวลา
“ใครเข้ามาขวางหรือมีปัญหาก็เป่าหัวมันซะให้หมด” รอยยิ้มเยือกเย็นเผยออกมาจนคนมองรู้สึกขนลุก
แต่วงการนี้ก็เป็นแบบนี้แหละเราต้องกำจัดก่อนที่ตัวเราจะถูกกำจัดเสียเอง
ถ้าเราใจอ่อนเราจะแพ้อยู่วันยังค่ำ
“ครับ” ชายหนุ่มชุดดำรับคำก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกด้านของประตูทางออกด้านหลังของห้องจัดเลี้ยง
ซูตะ 20.05 น.
ภายในห้องนั่งเล่นของตึกใหญ่
ทีวีจอแบน42นิ้วกำลังฉายภาพยนตร์บู๊แอคชั่นล้างผลาญที่อีซองยอลเป็นคนนำมาเปิดให้ อูฮยอนนั่งจุ้มปุ้กอยู่ที่โซฟาในมือถือกล่องคุ้กกี้ของโปรดเอาไว้ข้างกายเป็นซองจงที่นั่งสับปะหงกจะหลับแหล่มิหลับแหล่อยู่ข้างๆ
เสียงดังขนาดนี้ไม่รู้ว่าซองจงหลับลงได้ยังไงกัน
ส่วนมือขวาร่างสูงที่ซองกยูทิ้งไว้ที่นี่ให้ดูแลเขาก็เอาแต่เดินไปเดินมาจนอูฮยอนเวียนหัว แต่ก็เปล่าประโยชน์ที่จะเรียกคุณซองยอลที่คร่ำเคร่งในเวลางานให้หยุดเดินสักที
แล้วมานั่งดูหนังกับอูฮยอนนั่นเป็นเรื่องยากนิ่งกว่าการปลุกลีซองจงให้ตื่นขึ้นมาเสียอีก
เบื่อ...
ตอนนี้อูฮยอนกำลังเบื่อ
จะเข้านอนก็นอนไม่หลับอีกเพราะซองกยูยังไม่กลับมา แต่จะให้ฝืนดูหนังนี่ต่อไปก็ไม่ไหวอีกเหมือนกันหนังอะไรไม่รู้ดูไม่รู้เรื่องเลยเปิดเรื่องมาก็ยิงกันอย่างกับไปโกรธกันไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน
แต่ลองถามซองยอลแล้วว่ามีแนวอื่นไหมก็ได้รับแต่การส่ายหน้ากลับมาเท่านั้น
แถมคำพูดของคุณหมอหน้าหวานมาอีกว่า ‘ซองยอลมีแต่แอคชั่นครับ
นอกนั้นก็...สิบแปดบวกน่ะฮะ’ เห้อ...หนังนี่มันทำให้ปวดประสาทชะมัด
เมื่อไหร่ซองกยูจะกลับ
อูฮยอนได้แต่นั่งเขี่ยขนมในมือไปมาอยู่แบบนั้น
โดยไม่คิดที่จะกินมันเข้าไปอีกดวงตาหวานมองไปที่จอสี่เหลี่ยมด้านหน้าที่กำลังฉายภาพคนต่อสู้กันอย่าดุเดือด
กระสุนปืนที่กราดยิงไปทั่วทุกทิศกับเสียงที่ดังสนั่นแบบนั้น
ภาพผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาดในจอทีวีที่เห็นเต็มสองตาค่อยๆฉายชัดขึ้นมาซ้อนทับกับภาพในอดีตที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ
แต่ในตอนนี้อูฮยอนกลับนึกถึงมันอีกครั้ง
ดวงตาคู่หวานหลับลงทันทีที่ภาพเหล่านั้นค่อยๆไหลกลับเข้ามาในกล่องความทรงจำ
หรือจริงๆแล้วมันยังอยู่ตรงนั้นมาตลอดเพียงแค่มีอะไรไปสะกิดนิดเดียวก็ไหลกลับมาหมด
เห้ยนั่นใครน่ะ หยุดนะ!!
เสียงเอะอะโวยวายของบอดี้การ์ดด้านล่างทำให้สามชีวิตที่อยู่ในตึกตื่นตัวอย่างรวดเร็ว ซองจงสะดุ้งตื่นขึ้นมาก่อนจะขยับตัวเข้ามาทางอูฮยอนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง
อีซองยอลกระชับเบเร็ตต้าในมือแน่นขณะที่ส่งสัญญาณให้ลีซองจงพาอูฮยอนเข้าไปในห้องนอน
มือหนาคว้ารีโมทมากดปิดทีวีที่กำลังฉายฉากต่อสู้อย่างบ้าระห่ำจนมันดับสนิทลง
“ซองจงเดี๋ยว”
“อะไร” เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้หมอหนุ่มหน้าหวานหยุดชะงัก
ดันตัวอูฮยอนให้เข้าไปในห้องจนเรียบร้อยก่อนที่ตนเองจะเดินแยกออกมาหามือขวาร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงโซฟา
อีซองยอลไม่พูดอะไรออกมาสักคำแต่กลับจับมือบางขึ้นมาแล้วกดวัตถุสีดำขลับหนักๆลงบนมือของซองจง ดวงตากลมโตมองสิ่งที่อยู่ในมือสลับกับคนตรงหน้า
ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงน้อยๆและเดินกลับไป
“ฉันเชื่อว่านายทำได้”
“อืม”
“อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ดูแลคุณอูฮยอนด้วย”
อีซองยอลเอ่ยกำชับกับซองจงที่ยืนอยู่
เพราะตอนนี้ตัวเขาเองต้องลงไปดูที่ด้านหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
อีกใจหนึ่งก็คิดว่าไม่ควรลงไปแต่อีกใจกลับคิดตรงกันข้าม
“นายก็….ดูแลตัวเองด้วยนะ”
คำพูดที่แผ่วเบาราวกับกระซิบดังลอดออกมาจากลำคอของคนตรงหน้า
ซองยอลเผยรอยยิ้มเล็กๆออกมาอย่างน้อยก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาสักนิด
“ขี้เกียจทำแผลให้ล่ะสิ” แต่อีซองยอลก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม
ไอ้ปากไม่รักดีนี่ก็ไม่คิดจะพูดดีๆกับเขาบ้างหรือยังไง
รู้ตัวอีกทีไอ้สิ่งที่พูดออกไปก็ตรงข้ามกับที่ใจคิดซะแล้ว
“ชิ” ร่างเล็กกว่าสะบัดหน้าเดินเข้าห้องไปทันทีที่ถ้อยคำกวนประสามหยุดลง มือขวาร่างสูงรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที
“มีอะไรหรอซองจง” นัมอูฮยอนที่ถูกดันให้เข้ามาในห้องนอนเอ่ยถามคนที่เพิ่งจะตามเข้ามา
ลีซองจงสีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่เจ้าตัวก็ยังฝืนยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาเพื่อจะบอกเขาว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่อูฮยอนไม่เชื่อหรอกไม่มีอะไรแล้วปืนในมือนั่นมีไว้ทำไม
ร้อยวันพันปีไม่ยักกะเคยเห็นคุณหมอหน้าหวานจะเปลี่ยนมาจับปืนแทนมีดผ่าตัด
นี่มันต้องไม่ปกติ
ร่างเล็กที่ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว
นัมอุฮยอนลุกออกจากเตียงนอนก่อนจะตรงไปยังหน้าต่างทางฝั่งซ้ายของห้อง
และก็ถือว่าโชคดีที่หน้าต่างบานใหญ่พอที่มองเห็นด้านข้างไปจนถึงหน้าเกาะได้สบายๆ มือเล็กเกาะแน่นที่ขอบหน้าต่างพลางสายตาก็จับจ้องไปยังเบื้อล่างของตัวตึก
ตอนนี้มีชายชุดดำที่มากกว่าสิบคนวิ่งวุ่นกันให้ทั่ว แต่ละคนถืออาวุธครบมือ
อย่าเกิดอะไรขึ้นเลย
แต่เอ๊ะ..นั่นมัน
“คุณซองจง” อูฮยอนเรียกคนที่นั่งอยู่ทางด้านหลังให้เดินมาหาตนเอง
มือเล็กกวักเรียกยิกๆเร่งให้มาถึงเร็วๆพลางชี้ลงไปทางด้านล่าง
สะพานไม้สีขาวที่เขากับซองจงเคยเดินข้ามมันไปที่หมู่บ้านของคนงานเมื่อหลายวันก่อน
และอูฮยอนก็ไม่คิดว่าตัวเองจะตาฝาดไปได้กับภาพของเด็กผู้หญิงรูปร่างผอมบางมัดผมแกละคนนั้น
จีโกะ
เขาจำไม่ผิดแน่
เด็กคนนั้นกำลังวิ่งตรงออกมาจากเกาะเล็กจนมาได้ครึ่งสะพานแล้ว ท่าทางหนูน้อยดูตื่นกลัวมากราวกับวิ่งหนีอะไรสักอย่างมาจากทางด้านหลัง
ไวเท่าความคิดอูฮยอนเตรียมจะพุ่งตัวออกมาจากหน้าต่างไปยังประคตูห้อง
ยังไงเขาก็ต้องไปช่วยเด็กคนนั้นให้ได้ ลีซองจงที่ยืนอยู่ตกใจกับการกระทำของอีกคนแต่ก็ยังมีสติพอที่จะจับอูฮยอนไว้ทัน
“อย่าออกไปครับ ซองยอลสั่งไว้คุณกับผม
เราต้องอยู่ที่นี่”
“แต่เด็กคนนั้น...คุณซองจงก็เห็นไม่ใช่หรอ”
ลีซองจงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
ทำไมเขาจะมองไม่เห็นและความรู้สึกภายใจตอนนี้ของเขาก็ไม่ต่างจากอูฮยอนเท่าไหร่แต่การที่จะออกไปเสี่ยงแบบนั้นมันก็อันตรายไม่น้อย
“ซองยอลจะจัดการได้ครับ เชื่อผมเถอะ”
ปัง!! เสียงดังสนั่นของอาวุธในมือของใครสักคนด้านล่างดังแหวกผ่านอากาศจนดังสนั่นน่ากลัว
ร่างโปร่งบางหันไปมองหน้ากับซองจงด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมุ่งมั่น
“ผมต้องลงไป ตอนนี้”
“แต่”
“ผมจะไปฮะ” ถ้อยคำสั้นๆแต่ทว่าดูจริงจังในน้ำเสียงและแววตาที่สื่ออกมา
ทำให้คุณหมอหน้าหวานใจอ่อนยอมพยักหน้าเบาๆให้อีกคนไป
“ผมไปด้วย”
“เห้ยมันหนีไปทางนั้นแล้วเอายังไงดี”
ชายหนุ่มร่างท้วมในอาการเหนื่อยหอบเอ่ยประท้วงกับชายร่างผอมที่วิ่งมาด้วยกัน
เมือเห็นว่า’เหยื่อ’ ที่ไล่ตามมาวิ่งออกไปทางด้านเกาะใหญ่แล้ว และถ้าหากว่าพวกเขาตามไปเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ
“โทรรายงานนายใหญ่
เด็กคนเดียวปล่อยไปก็คงไม่เป็นไร” มือหนาที่ยกขึ้นปาดบนใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อน้อยใหญ่ที่ผุดขึ้นมา
เป็นผลจากการวิ่งมาเมื่อสักครู่นี้
“แล้วใครจะโทร ฉันไม่เอานะเว่ย” ชายร่างท้วมแสดงท่าทีขยาดกลัวทันทีเมื่อนึกไปถึงว่าตนเองจะต้องโทรไปรายงาน
‘นายใหญ่’
“ขี้ขลาดจริง” ถ้อยคำดูถูกพร้อมกับสายตาที่มองไปยังเพื่อนร่างท้วม
ตัวใหญ่สะเปล่าแต่ใจเสาะชะมัด “ฉันจะโทรเอง แกไปจัดการที่เหลือให้เรียบร้อย”
เมื่อตกลงกันได้แล้วชายสองคนก็เดินกลับไปยังที่ของตนเองอีกครั้ง
หายไปในความมืดพร้อมกับวัตถุสีเงินบางอย่างที่หล่นลงมาจากกระเป๋ากางเกงในตอนที่เขาล้วงหยิบเอามือถืออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตุเห็นสักนิด
ร่างสูงของมือขวาหนุ่มอีซองยอลกำลังเดินตรวจตราสถานที่รอบๆไปพร้อมกับการควบคุมดูแลลูกน้องทั้งหมดที่กำลังเดินอยู่รอบๆเกาะเช่นกัน ที่เป็นแบบนี้เพราะเมื่อไม่กี่นาทีก่อนบอดี้การ์ดด้านล่างรายงานมาว่าเห็นเงาดำๆคล้ายคนกำลังวิ่งมาทางนี้
ออกมาจากเกาะเล็กนั่น แต่ทว่าเมื่อสักครู่นี้เขากับคนจำนวนหนึ่งเดินไปตรวจบริเวณสะพานแล้วแต่ก็ไม่พบอะไร
แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ดังนั้นจึงต้องมีการคุ้มกันแน่นหนาแบบนี้
“เจออะไรหรือเปล่า” เอ่ยถามกับชายชุดดำคนหนึ่งที่เขาจำได้ว่าให้ไปตรวจด้านหลังเกาะมา
“ไม่มีอะไรครับ” คำตอบยังคงเป็นเหมือนเดิม อีซองยอลพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินเลี่ยงไปในตึกใหญ่
เค้าปล่อยให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันตามลำพังนานเกินไปแล้ว
ขายาวๆของมือขวาหนุ่มก้าวเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสามของตึก
มือเรียวยกขึ้นเคาะประตูไม้โอ้คสีน้ำตาลนั่นสองสามครั้งก่อนจะหมุนลูกบิดออกทันทีแต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับว่างเปล่าไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตอยู่ในห้องนี้
สองคนนั้นไปไหนกันนะ
...ทั้งๆที่บอกว่าให้อยู่แต่ให้ห้องแท้ๆ
“ตรวจบริเวณรอบๆอย่างละเอียด
มองหาคุณอูฮยอนกับซองจงด้วย” มือเรียวละออกมาจากอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งเอาไว้เมื่อสั่งการกับลูกน้องเสร็จเรียบร้อย
ใบหน้าคมที่ตอนนี้แสดงออกถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจน
เขากำลังรู้สึกกังวลทั้งๆที่ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่าเพียงแต่เขากำลังรู้สึก
มันเป็นเหมือนกับสัญชาติญาณหรือเปล่านะ
“ซองจงเร็วๆสิ”
ด้านข้างตัวตึกอีกฝั่งที่เงียบสนิทและปราศจากลูกน้องของแบล็กไดมอนด์
จากตรงนี้อูฮยอนสามารถมองเห็นสะพานไม้สีขาวนั้นได้ทั้งหมด
และตอนนี้อูฮยอนก็กำลังเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆหลบอยู่ใต้สะพาน จีโกะพยายามทำตัวเองให้กลืนไปกับความมืดและเสาของสะพานทั้งที่ตอนนี้น้ำน่าจะขึ้นมาถึงบริเวณอกของเด็กน้อยแล้วก็ตาม
แต่ก็เป็นเพราะแบบนี้พวกบอดี้การ์ดถึงไม่สังเกตเห็น
“ผมว่าเรากลับกันเถอะ
แล้วไปบอกพวกซองยอลดีกว่าฮะ” ซองจงพยายามเสนอหนทางที่พอจะเป็นไปได้
ถ้าเรากลับไปบอกมีหรือพวกนั้นจะไม่ช่วยดีกว่าออกมาข้างนอกกันเองแบบนี้ดีกว่าเป็นไหนๆ
แต่ดูเหมือนคำพูดรอบที่สี่สิบของซองจงจะไม่เป็นผลกับคนที่นั่งอยู่ข้างหน้า
ที่เขาว่ากันว่านัมอูฮยอนดื้อ เป็นแบบนี้เองสินะ
“ไหนๆก็มาแล้วอีกนิดเดียวเองฮะ” ร่างเล็กพูดขึ้นโดยที่สายตายังไม่ละไปจากภาพตรงหน้า “แล้วอีกอย่างก็ไม่มีอะไรหรอก
เสียงดังนั่นก็คงเป็นเสียงจีโกะเท่านั้นเอง
เราแค่ออกไปแล้วพาจีโกะกลับมากับเราแค่นั้นเองฮะทุกอย่างก็จบ” ประโยคสุดท้ายนัมอูฮยอนหันมามองหน้าซองจงพร้อมกับพยักหน้าราวกับยืนยันว่าเพียงเท่านั้นทุกอย่างก็จะจบ และก็ดูเหมือนลีซองจงจะถูกสะกดจิตกับคำพูดหว่านล้อมของคนตรงหน้าจนเขาคิดตามคำพูดพวกนั้น
แค่ออกไปแป๊ปเดียวเอง
ไม่เป็นไรหรอกมั้ง
“ฮะ แป๊ปเดียวนะฮะ” รอยยิ้มกว้างประจำตัวของอูฮยอนเผยออกมาทันทีที่ได้ยินคำพูดที่บ่งบอกว่าคุณหมอหนุ่มน้อยหน้าหวานคนนี้เห็นด้วยกับตนเอง
ก่อนที่จะละความสนใจชะโงกศีรษะออกไปด้านนอกกำแพงเพื่อลอบมองอีกครั้งว่ามีคนของซองยอลอยู่แถวนี้อีกหรือเปล่า
และก็ดูเหมือนจะเป็นทางสะดวกที่ตอนนี้พวกบอดี้การ์ดไปตรวจอีกด้านของเกาะกันหมดแล้ว
“ทางสะดวก ตามาเลยคุณซองจง”
ไวเท่าคำพูดนัมอูฮยอนวิ่งออกมาจากที่กำบังอย่างรวดเร็วตามมาด้วยคุณหมอหนุ่มน้อยติดๆ
ก่อนทั้งคู่จะมาถึงสะพานด้วยเวลาไม่นาน
สองเท้าของผู้ชายร่างเล็กทั้งสองคนค่อยๆก้าวเข้าไปเรื่อยๆอย่างแผ่วเบา
เขาไม่อยากให้เด็กน้อยตื่นตระหนก
เมื่อเดินมาถึงจุดเหนือศีรษะของจีโกะที่นั่งอยู่ด้านล่างสะพานอูฮยอนหยุดลงและนั่งคุกเข่า
โดยมีซองจงนั่งอยู่ด้านหลัง
เสียงหวานที่เปล่งออกมาแผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะมีใครอื่นได้ยินนอกจากเขากับเด็กน้อย
“จีโกะ” เสียงเรีนกเบาๆหนึ่งครั้งที่หวังว่าเด็กน้อยจะได้ยิน ถึงแม้อูฮยอนจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ก็เถอะ
แต่เพราะนี่เป็นแค่การเรียกชื่อต่างหากอูฮยอนสามารถทำได้นี่นา
ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ช่องเล็กๆระหว่างแผ่นไม้ของสะพาน
ดวงตาหวานมองเห็นแต่เพียงศีรษะของเด็กผู้หญิงตัวเล็กวัยไม่เกินสิบขวบที่นั่งอยู่ตรงนั้น
ร่างกายสั่นสะท้านอาจจะเป็นเพราะความหนาวหรือความกลัวอะไรสักอย่าง
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเพราอะไรแต่เขาก็รู้สึกไม่ดีกับมัน
หันมาแล้ว
ดวงตาสีดำสนิทของเด็กน้อยสบเข้ากับดวงตาหวานของคนใจดีคนที่จีโกะจดจำได้ดี
เด็กน้อยรีบมุดออกมาจากใต้สะพานก่อนจะปีนขึ้นมาด้านบนโดยได้ความช่วยเหลือของอีซองจงที่ยืนอยู่ด้านหลัง มือเรียวของคุณหมอร่างเล็กลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอาทร เส้นผมดำขลับที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ
กับร่างกายที่สั่นเทิ้มแบบนี้
“มาทำอะไรที่นี่จีโกะ” ภาษาญี่ปุ่นที่อูฮยอนจับใจความไม่ได้ของซองจงที่เอ่ยกับเด็กน้อยตรงหน้า
แต่ถึงแม้จะจับใจความไม่ได้แต่ความห่วงใยในน้ำเสียงนั้นเขารู้สึกถึงมันได้
“ช่วยด้วย..ฮรึกช่วยพี่สาวจีโกะ ช่วยพี่สาวจีโกะด้วยนะ”
เด็กน้อยพูดประโยคเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาพร้อมๆกับปล่อยโฮออกมายกใหญ่
ซองจงเมื่อได้ฟังประโยคขอคสามช่วยเหลือจากเด็กน้อยวัยกระเตาะตรงหน้าก็ได้แต่มองหน้าอูฮยอนพลางดึงตัวคนที่กำลังร้องไห้เข้ามากอดปลอบ
“จีโกะว่ายังไงฮะ” แน่นอนว่าอูฮยอนไม่รู้ความหมายแต่จับจากน้ำเสียงคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
“เหมือนจีโกะต้องการความช่วยเหลือฮะ” สีหน้าไม่สบายใจไม่ต่างกันของซองจงยามที่หันมาพูดกับเขา
ก่อนที่จะหันไปถามอะไรบางอย่างจากจีโกะต่อ
“พี่สาวของจีโกะอยู่ไหน บอกพี่ได้มั้ย” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงักทันที ก่อนจะรีบบอกออกมา
“จีโกะอยากให้เราไปช่วยพี่สาวของเขา
แต่ผมว่ามัน...” ประโยคที่ในน้ำเสียงเจือแววของความลังเลอยู่มากทีเดียว
ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยแต่เขาไม่อยากพาอูฮยอนออกไปเสียงสองคน
ถ้าคุณคิมรู้มีหวังจบไม่สวยแน่ถึงจะเป็นคนสนิทก็ตาม
ซองจงก้มหน้ามองพื้นไม้สีขาวแววตาหวานครุ่นคิด
ขบกัดริมฝีปากล่างอย่างเคยตัวยามที่ต้องคิดอะไรหนักๆ
“ผมอยากไปช่วยตอนนี้เลย
ขืนเรารอบางทีมันอาจจะไม่ทัน” เพราะเราไม่รุ้ว่าพี่สาวของจีโกะตกอยู่ในสถานการณ์ไหนกันแน่
“แต่คุณคิม"
“อย่าคิดนานสิฮะ เดี๋ยวให้ซองยอลตามไปก็ได้นี่" ซองจงพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจก่อนจะปล่อยตัวหนูน้อยให้ยืนที่พื้น
จับหัวไหล่มนเล็กๆของเด็กผู้หญิงตรงหน้าให้หันไปทางเกาะใหญ่
“เดินไปที่นั่นนะแล้วบอกกับพี่ชายตัวสูงๆที่ใจดีๆว่าพวกพี่สองคนไปไหน"
“พี่ผู้ชายใจดีๆ?"
“พี่คนนั้นชื่อพี่ซองยอล จำไว้นะพี่ซองยอล"
หนูน้อยพยักหน้า
แต่ไม่ทันที่จะได้เดินไปลีซองจงก็รั้งแขนเล็กๆเอาไว้
ก่อนจะเอาสร้อยเส้นเล็กๆสวมเข้าที่คอของจีโกะเอาไว้
“ถ้าพี่เขาไม่เชื่อก็ให้ดูสร้อยเส้นนี้นะ"
“เห้ยเร็วๆสิวะ
เดี๋ยวโดนนายสวดกันพอดี" เสียงพูดคุยกันของชายร่างผอมคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนเรือพูดกับผู้ชายอีกคนรูปร่างท้วมขณะกำลังบังคับให้หญิงสาวจำนวนไม่น้อยเดินขึ้นเรือไปด้วยความยากลำบาก
“บ่นอยู่ได้ไม่มาช่วยกันวะ นังพวกนี้แม่งดื้อชิบ"
ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้นอย่างไม่ชอบใจเมื่อเหยื่อหรือจะพูดให้ถูกก็คือ
‘สินค้า’ ของพวกเขาที่จะต้องนำไปส่งให้ทันเวลาก็เท่านั้นเอง
“ทำๆไปเถอะน่า
ฉันอุตส่าห์เป็นคนโทรรายงานนายใหญ่ ขอพักนิดนึงฮ่าๆ"
“ลีแทซองแกนี่มันจริงๆ
คนเกาหลีเป็นแบบแกทุกคนหรือเปล่า" คำพูดทีเล่นทีจริงเอ่ยกับเพื่อนร่วมงานคนนั้น
เขาเป็นคนญี่ปุ่น หมอนั่นเป็นคนเกาหลี แถมยังเป็นคนเกาหลีคนเดียวในองค์กรอีกมันร้ายไม่เบา
ถึงแม้จะพึ่งมาทำงานได้ไม่กี่เดือนแต่ก็ได้งานใหญ่ขนาดนี้
“พูดมาก
แกรีบๆเข้าฉันจะเข้าไปดูสินค้าข้างในสักหน่อย จัดการข้างนอกให้เรียบร้อยล่ะ"
“เออสั่งจังเว้ย
ดูแต่ตานะห้ามทำของเสียไม่งั้นฉันจะบอกนายใหญ่" ชายร่างท้วมเอ่ยห้ามทันทีเมื่อเห็นสายตาที่ไม่น่าไว้ใจกับรอยยิ้มมุมปากของหมอนั่น
“เขาพูดว่าอะไรอ่ะซองจง" อูฮยอนที่นั่งหลบอยู่ตรงพุ่มไม้ถัดจากบ้านร้างหลังเกาะไปไม่ไกลเอ่ยถามคุณหมอร่างเล็ก
ถึงบทสนทนาของชายแปลกหน้าสองคนที่พวกเขามาซุ่มดูอยู่ตรงนี้ได้สักพัก
“พวกนั้นพูดว่าจะต้องไปส่งสินค้ากันให้ทันเวลา"
“สินค้า?" หรือว่าผู้หญิงพวกนั้นคือสินค้าหรอ
งั้นก็
ค้ามนุษย์น่ะสิ
ดวงตาหวานมองไปรอบๆ
มีผู้หญิงราวๆยี่สิบคนน่าจะได้หลังจากที่กะประมาณด้วยสายตา
ส่วนหนึ่งหรือแทบจะทั้งหมดพวกมันพาขึ้นเรือไปแล้วแต่ยังมีอีกสองคนที่ยังคงถูกมัดอยู่ที่หน้าตัวบ้านโดยที่หนึ่งในสองคนนั้นอูฮยอนจำได้ดี
พี่สาวของจีโกะ
“นั่นผู้หญิงคนนั้น" มือเรียวชี้ไปที่เด็กผู้หญิงที่ถูกมัดมือและถูกปิดปากเอาไว้ด้วยเทป
ใบหน้าอาบไปด้วยคราบน้ำตาที่ตอนนี้ก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด
“ใช่ฮะคนนั้น" ลีซองจงจำได้ดี
เด็กผู้หญิงที่เขากับอูฮยอนเคยช่วยไว้
ตอนนี้ผู้ชายร่างท้วมมัวแต่สนใจอยู่กับโทรศัพท์มือถือและกำลังเดินเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
รอบนอกไม่มีใครอยู่สักคนนับว่าเป็นทางสะดวกอูฮยอนมองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเดินมาตอนนี้
ก่อนจะค่อยๆส่งสัญญาณบอกลีซองจงให้ตามออกมา
ทั้งสองรีบวิ่งไปที่เด็กผู้หญิงที่ถูกมัดติดกับต้นไม้อยู่ตรงหน้า
พลางส่งสัญญาณบอกให้เงียบเข้าไว้ไม่ต้องตกใจก่อนจะวกอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อแกะเชือกที่มัดอยู่ที่ข้อมือ
มือเรียวเล็กพยายามแกะปมเชือกที่มัดแน่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
พวกเขาไม่มีมีดหรืออะไรที่คมพอจะตัดเชือกได้ ต้องรีบทำให้เสร็จก่อนพวกมันคนใดคนหนึ่งจะมา
“อ่ะ เกือบแล้วอีกนิดเดียว" เสียงพูดลอดไรฟันของอูฮยอนดังออกมาเมื่อเขาแกะมาจนถึงปมสุดท้าย
ส่วนลีซองจงเพิ่งจะแกะเสร็จไปก่อนหน้าเขาเพียงนิดเดียว
แกร่บ!
เสียงดับกรอบแกรบคล้ายคนเหยียบเศษใบไม้แห้งดังมาจากทางตัวบ้านหลังนั้น
พอดีกับที่อูฮยอนแกะเชือกปมสุดท้ายเสร็จพอดีมือเรียวดึงเด็กสาวให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะพาวิ่งหลบออกไป
“เห้ยใครน่ะ" ชายร่างท้วมที่เพิ่งเดินกลับออกมาจากตัวบ้านอุทานด้วยเสียงดังจนเพื่อนร่วมงานร่างผอมเดินออกมาดู
เงาตะคุ่มๆของผู้บุกรุกที่วิ่งหลบหนีออกไปทางนั้นแต่พวกมันไม่ได้กลับไปมือเปล่าแต่ดันฉก
‘สินค้า’ ของเขาไปด้วย
“เห้ยตามมันไป" ดูเหมือนจะเป็นชายร่างผอมที่ตั้งสติได้ออกวิ่งไปก่อนพร้อมมือขวาที่กระชับกระบอกปืนในมือแน่น
เสียงฝีเท้าสี่คู่ที่วิ่งตามกันมาติดๆ
พร้อมกับเสียงหอบหายใจจากความเหนื่อยที่ดูจะดังไม่แพ้เสียเต้นของหัวใจในอก ทั้งสี่คนเข้ามาหลบอยู่ที่หลังต้นไม้ใหญ่ทั้งที่ตอนแรกนัดแนะกันแล้วว่าจะวิ่งออกไปที่เกาะใหญ่
แต่ด้วยความที่ตอนนี้บรรยากาศรอบนอกมืดสนิทจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น
จนพวกเขาคิดว่าคงหลงทางเข้าให้แล้ว
และก็ดูเหมือนว่าพวกมันจะตามมาติดๆ ดังนั้นการซ่อนตัวอยู่ก่อนคงจะดีที่สุด
เสียงพวกมันใกล้เข้ามาแล้ว
“เราแยกกันไปดีไหม" อูฮยอนหันไปถามความเห็นจากคนข้างๆ
แต่ซองจงส่ายศีรษะไปมา
“เราไม่ควรแยกกัน ผมมีปืนแค่กระบอกเดียว"ปืนที่ซองยอลให้มา
“แต่แยกกันมันจะสะดวกกว่า
เราไปเจอกันที่หน้าตึกใหญ่นะฮะ"
ลีซองจงเงียบ เพราะตอนนี้สมองกำลังประมวลผลอะไรบางอย่างอยู่
“เอาแบบนี้ไหมฮะ ให้สองคนนี้" ซองจงหันไปมอทางเด็กสาวสองคนที่นั่งอยู่อีกด้าน เนื้อตัวสั่นเทา “สองคนนี้วิ่งออกไปที่เกาะใหญ่ พวกเธอรู้ทางใช่มั้ย" ประโยคหลังหันไปพูดกับเด็กสาวสองคน
หล่อนพยักหน้าตอบรับทันทีเส้นทางแถวนี้ที่เติบโตมาตั้งแต่เด็ก เจ้าหล่อนรู้ดียิ่งกว่าใคร
“แล้วเราจะไปอีกทางนึง พวกมันจะได้สับสน"
แผนการของคุณหมอหน้าหวานนับว่าหน้าสนใจไม่น้อย
อูฮยอนพยักหน้าตอบรับแทบจะทันที
“งั้นนับถึงสามก็วิ่งนะฮะ"
“1....2...." ทั้งสองคนนับพร้อมกัน
โดยที่ลีซองจงหันไปให้สัญญาณกับเด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ
“.......3 วิ่ง!"
“เห้ยพวกมันอยู่นั่น"เสียงห้าวที่ดังขึ้นมาติดๆทางด้านหลังทันทีที่พวกเขวิ่งออกมาจากต้นไม้
อูฮยอนและซองจงวิ่งออกมาก่อนและอาศัยความมืดพรางตัววิ่งฝ่าออกไป ชายสองคนที่ไม่ได้สังเกตดูให้ดีก่อนจึงวิ่งตามออกไปทันที
เปิดโอกาสให้ ‘สินค้า’ ที่แท้จริงวิ่งออกมาจากต้นไม้ใหญ่ได้สำเร็จและรีบวิ่งตรงไปยังทางออกสู่เกาะใหญ่
ปัง!! ปังๆ!!
เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วเกาะซูตะ
ทำเอาลูกน้องทั้งหมดของแบล็กไดมอนด์หันรีหันขวางเพื่อฟังที่มาของเสียง
และมันก็จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากเกาะเล็กตรงนั้น
และเสียงที่ได้ยินเมื่อสักครู่ก็ดูเหมือนจะเป็นเครื่องตอกย้ำชั้นดีเกี่ยวกับคำพูดของเด็กผู้หญองราวๆแปดขวบตรงหน้าที่วิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกับพูดบอกว่า
‘พี่หมอกับพี่ใจดีไปช่วยพี่ของจีโกะที่ท้ายเกาะ’
ในตอนแรกเขาแทบจะไม่เชื่อด้วยซ้ำ
แต่ประกอบกับสร้อยคอที่อยู่บนตัวเด็กคนนี้
สร้อยของซองจง
และเสียงปืนเมื่อสักครู่ ตอนนี้อีซองยอลเชื่อแล้ว
และเค้าหวังว่าจะไม่สายเกินไป
“ส่งกำลังคนของเราไปที่เกาะเล็กทั้งหมด ตามหาลีซองจงกับคุณอูฮยอนและพากลับมาที่นี่ให้ปลอดภัยที่สุด
ครึ่งนึงมากับฉันส่วนอีกครึ่งนึงขึ้นเรืออ้อมไปทางหลังเกาะ"
“ครับ"
ซองยอลส่งเด็กหญิงให้กับแม่บ้านของเกาะก่อนจะวิ่งไปยังสะพานไม้ที่เชื่อมต่อระหว่างสองเกาะพร้อมกับลูกน้องอีกกว่าครึ่ง
“เห้ยหยุดนะ แกทำบ้าอะไรยิงปืนเดี๋ยวพวกฝั่งนั้นก็แห่กันมาหรอก"
ลีแทซองเอ่ยตำหนิเพื่อนร่างท้วมที่ดันยิงปืนออกมาสามนัดติดๆ
แน่นอนว่ามันไม่เป็นผลดีแน่
ดีไม่ดีพวกลูกน้องฝั่งนั้นได้รู้และแห่กันมาส่งพวกเขากลับบ้านเก่าแน่ๆ
“ก็พวกมันไม่หยุดสักทีนี่วะ
ชักจะโมโหแล้วนะเว่ยถ้าเกิดจับตัวได้พ่อจะทดสอบสินค้าก่อนส่งเลยดีมั้ย"
ชายร่างท้วมเอ่ยอย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบวิ่งต่อไป
“อูฮยอนคุณไหวไหมฮะ" ซองจงเอ่ยถามคนที่วิ่งอยู่ข้างๆกัน
ตอนนี้เราสองคนแค่วิ่งไปเรื่อยๆไม่รู้จุดหมายด้วยซ้ำ
รู้เพียงแค่ว่าถ้าหยุดต้องโดนจับได้แน่ๆ
“ไหวฮะ" น้ำเสียงแหบพร่าปนเหนื่อยหอบเอ่ยตอบออกไป
ถึงตอนนี้ความรู้สึกที่เหมือนแข้งขาจะอ่อนแรงมากแค่ไหนแต่เขาก็ยังหยุดไม่ได้
ปัง!
“โอ้ย" เสียงปืนที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องของร่างโปร่งบางที่ทรุดลงกับพื้นทันที
ความรู้สึกปวดร้าวราวกับขาทั้งข้างจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ความปวดร้าวแล่นขึ้นมาจนรู้สึกชาไปหมด ความรู้สึกปวดหนึบที่แล่นเร็วพอๆกับกระสุนที่ฝังเข้ามา
ฟันคมขบกัดริมฝีปากเพื่อสกัดกลั้นเสียงร้องเอาไว้จนห้อเลือด
อูฮยอนปวดจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา
ลีซองจงรีบพยุงคนข้างๆให้ลุกขึ้นก่อนจะพาไปหลบที่โพรงไม้ด้านข้าง
“อูฮยอนคุณ..ดะ..โดนยิง
ผม..อะ.เอ่อทำยัง..ทำไงดี" คำพูดติดๆขัดของคุณหมอร่างเล็กที่ตกใจกับการที่อีกคนโดนยิง
และเหตุการณ์ที่บีบบังคับเข้ามาทุกทีจนเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้
ซองจงหลับตาสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะดูแผลของอีกคน
“คุณหนีไปเถอะฮะ ผมคงไปไม่ไหวแน่" จะให้เขามาถ่วงคนอื่นหรอ อูฮยอนไม่ชอบเป็นแบบนั้นเลยไม่ชอบที่จะเป็นตัวถ่วงมาทำให้ใครเดือดร้อนไปด้วย
“ไม่ๆ
เราไปด้วยกันฮะเดี๋ยวผมห้ามเลือดคุณก่อน...ใช่ๆ..ผมต้องห้ามเลือด" มือเรียวขาวน้ำนมของลีซองจงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกก่อนจะฉีกชายเสื้ออกมาและนำมันไปรัดเข้าที่แผลบริเวณใต้ข้อพับของอูฮยอน ริมฝีปากม่วงช้ำที่เกิดจากการที่เจ้าตัวกัดมันที่ระบายความเจ็บปวดยามที่คุณหมอร่างเล็กต้องรัดผ้าให้แน่นเพื่อห้ามเลือดเอาไว้
และสกัดกลั้นเสียงร้องเพื่อไม่ให้พวกที่ตามมาได้ยิน
“ปะ..ไปต่อกันเถอะฮะ" ซองจงพยุงร่างเล็กของอูฮยอนขึ้นมา ใบหน้าหวานเริ่มซีดเซียวจากการเสียเลือดแต่เจ้าตัวก็ยังคงอดทนที่จะไม่ทำตัวให้เป็นภาระ
สองเท้าค่อยๆก้าวอย่างเชื่องช้า
ทว่าทุกๆก้าวที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นอูฮยอนจำต้องกัดริมฝีปากตัวเองทุกครั้งเมื่อความปวดแปลบแล่นพล่านขึ้นมาถึงกระดูก
แกร๊ก!!
เสียงขึ้นลำกล้องของปืนดังขึ้นที่ด้านหลัง พร้อมกับความรู้สึกเย็นๆที่ศีรษะของโลหะที่จ่ออยู่ตอนนี้
“หยุด แล้วหันมาช้าๆอย่าตุกติก" เสียงแหบห้าวดังขึ้นด้านหลัง ทว่ามันเป็นภาษาเกาหลี
อูฮยอนกับซองจงค่อยๆหันไปอย่างช้าๆตามคำสั่งของพวกมัน
แต่เมื่อดวงตาคู่หวานได้เห็นเต็มๆตาว่าคนที่ออกคำสั่งเป็นใคร ความรู้สึกที่พระเจ้าเล่นตลกกับชีวิตของเขาก็ตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง
ดวงตากลมใส ใบหน้าหวานนวลเนียนที่คุ้นเคย
ลีแทซองยกยิ้มมุมปากอย่างที่คาดเดาไม่ได้
“ไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่นะคุณลูกเลี้ยง"
“แก...ลีแทซอง"
any :: ไม่มีอะไรจะบอกนอกจากขอโทษที่ช้ามากๆค่ะ
เป็นยังไงติชมได้นะคะอยากให้ปรับแก้ตรงไหน เราจะนำไปปรับปรุงในเรื่องต่อๆไป อย่าด่าเราเลยถ้าตอนนี้บทพี่มันน้อยตอนหน้าจะจัดหนักให้ค่ะ5555
พูดคุยกันได้ที่ @anythingELF หรือ #osanything หวังว่าตอนนี้จะไม่กากกวงเกินไป /เจอกันตอนหน้าค่ะ (อีกประมาณสองตอนจบนะคะ><) //ทุกคนยังจำพี่แทซองได้มั้ยยย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น