LoveChain VI
-6-
โซล พฤษภาคม 2016
ร่างบางในชุดนักศึกษาสีขาวสะอาดเดินออกมาตึกคณะบริหารของมหาวิทยาลัยโซล นัมอูฮยอนใกล้จะจบปีหนึ่งแล้ว
ดูเหมือนเวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่สำหรับเขาเวลาหนึ่งนาทีก็ดูจะยาวนานมาก
คนๆนั้นจะไม่กลับมาจริงๆหรอถ้าเป็นไปได้เหตุการณ์ในวันนั้นนัมอูฮยอนก็อยากให้เป็นเพียงแค่ฝันที่พอเขาตื่นมาแล้วมันก็หายไป
มีร่างสูงนอนหลับอยู่ข้างกันเหมือนเช่นทุกวันไม่ใช่ตื่นมาพบเพียงที่ว่างข้างกายกับสัมผัสเย็นชืดบนที่นอนแบบที่เป็นอยู่มาร่วมหกเดือน
สองเท้ายังคงก้าวไปเรื่อยๆ
ก่อนร่างเล็กจะผลุบหายเข้าไปในร้านกาแฟร้านประจำตั้งแต่เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย
“ม็อคค่าคาราเมลแก้วกลางครับ” เมนูโปรดที่สั่งประจำถูกสั่งออกไปอีกครั้งในวันนี้
ไม่รู้เป็นเพราะตัวเขาเองหรือเปล่าที่เป็นคนทำให้ชีวิตประจำวันมันน่าเบื่อแบบนี้
การอยู่กับอะไรเดิมๆมันไม่ทำให้เราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้
แต่อูฮยอนก็ยังทำ
“รับวิปครีมเพิ่มมั้ยคะ?” คำถามเหมือนเช่นทุกวันที่ได้ยิน
“ครับ
เอาเยอะๆเลยครับ”
และก็เป็นคำตอบเดิมที่อูฮยอนยังคงตอบไป มือเรียวบางถือแก้วม็อคค่าคาราเมลเดินออกมาจากร้าน
ขาเล็กก้าวไปเรื่อยๆตามทางก่อนจะหยุดนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิม
ดวงตาหวานไม่ได้จับจ้องอยู่ที่แก้วกาแฟในมือว่าตอนนี้มีหยดน้ำเกาะอยู่มากเท่าไหร่ ไม่ได้มองไปยังถนนตรงหน้าว่ามันว่างเปล่าแค่ไหน
เขาก็แค่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ปี๊ป!!
เสียงแตรรถที่ดังขึ้นเรียกสติของเขาอีกครั้ง
ก่อนดวงตาคู่หวานจะหันไปยังต้นเสียงและเจอกับรถมินิสีแดงคันเดิมจอดอยู่ มือบางคว้ากระเป๋าเป้ข้างกายขึ้นมา
เดินไปยังรถทันทีเพื่อไม่ให้อีกคนรอนาน
“รอนานหรือเปล่าฮะ” เสียงหวานของลีซองจงเอ่ยทักทายผู้ที่มาถึงพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
ตั้งแต่วันนั้นเขาก็คอยมาดูแลนัมอูฮยอนสลับกับซองยอลตลอด เวลาซองยอลไม่ว่างซองจงก็จะเป็นคนคอยรับคอยส่งระหว่างบ้านกับมหาลัยตลอด
“ไม่นานหรอกครับ
เพิ่งเลิกพอดีน่ะ”
รถมินิสีแดงยังคงแล่นไปเรื่อยๆตามถนนสายเดิม เป็นปกติในช่วงเปิดเทอมที่นัมอูฮยอนยังอยู่ที่ห้องเดิมในตึกคิมบีดีกรุ๊ป
ซึ่งตอนนี้การบริหารเขาก็ไม่ได้รู้อะไรมากนักรู้เพียงแค่ว่ามีหุ้นจำนวนหนึ่งถูกโอนเป็นชื่อเขาพร้อมๆกับบัญชีธนาคารที่มีเงินฝากเข้าเดือนละหลายสิบล้านวอนในชื่อของ
นัม
อูฮยอน
ส่วนการบริหารภายในอีซองยอลไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก เลขาหนุ่มร่างสูงบอกแค่เพียงว่าอีโฮวอนกับตนที่ทำหน้าที่ดูแลสลับกันไปเป็นครั้งคราว
รถคันเล็กของลีซองจงจอดนิ่งสนิทอยู่ในที่จอดรถของคิมบีดีกรุ๊ป
คุณหมอหน้าหวานลงจากรถก่อนจะวิ่งไปเปิดท้ายรถหยิบของสดมากมายออกมา
“นี่อะไรหรอฮะ” นัมอูฮยอนเอ่ยถามอีกคน
พลางจ้องมองในมือของคุณหมอร่างเล็กที่หิ้วถุงมากมายพะรุงพะรังก่อนเขาจะเข้าไปช่วยถือ
“วันนี้ผมจะทำอาหารให้ทานนะฮะ เดี๋ยวซองยอลก็จะมากินด้วย
ช่วงนี้คุณดูผอมๆ” รอยยิ้มสดใสของคนตรงหน้าที่ทำให้อูฮยอนรู้สึกดีขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็น
ก่อนจะพยักหน้าตอบ อย่างน้อยก็ดีเหมือนกันเพราะทุกๆวันมีแค่เขาคนเดียวที่อยู่ในห้องนั้นมันก็น่าเบื่อ และเหงามาก
และมีอีกอย่างที่เขาได้รู้จากลีซองจงก็คือเราอายุเท่ากัน
ในตอนแรกอูฮยอนคิดว่าคนตรงหน้าต้องอายุมากกว่าเขาแน่ๆแต่ผิดคาดเมื่อลีซองจงคุณหมอหน้าหวานคนนี้เกิดปีเดียวกันกับเขา
แต่ที่อีกฝ่ายเรียนจบหมอทั้งที่อายุยังน้อยขนาดนี้เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่าสอบเทียบได้ตอนอายุ16ปี และได้ประธานคิมคนเก่าช่วยส่งเสียให้เรียนจนจบ
ครอบครัวของลีซองจงทำงานให้ตระกูลคิมมาตั้งแต่สมัยปู่ ก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะถูกถ่ายทอดมายังลูกชายคนเดียวของตระกูล
กระเป๋าเป้สีดำถูกวางลงตรงโต๊ะทำงานของซองกยูที่อูฮยอนยึดเอามันเป็นโต๊ะทำการบ้าน
ก่อนร่างบางจะเดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายหลังจากที่เอ่ยปากบอกว่าจะช่วยซองจงทำอาหารแต่ถูกปฏิเสธโดยที่ลีซองจงให้เหตุผลว่าเดี๋ยวอีซองยอลก็จะมาช่วยแล้ว และไล่ให้เขามาอาบน้ำ
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีร่างเล็กในชุดนอนน่ารักก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำก่อนจะตรงไปยังห้องครัวเล็กๆด้านนอกทั้งที่เมื่อก่อนมันไม่เคยถูกใช้งานเลยสักครั้ง
ตอนที่เขายังอยู่กับอีกคนเราได้แต่ออกไปทานข้าวข้างนอกด้วยกัน
ร่างเล็กแหงนหน้าขึ้นมองเพดานก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เวลาที่สมองมันคิดไปถึงเรื่องเก่าๆ
น้ำตาที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนก็พาลแต่จะไหลออกมา เขาไม่อยากเป็นคนอ่อนแอและอูฮยอนก็เชื่อว่าคิมซองกยูก็คงไม่อยากให้เขาเป็นแบบนั้น
นัมอูฮยอนเดินมาที่โต๊ะในครัวก็พบอาหารมากมายวางอยู่ตรงหน้า
ร่างเล็กนั่งลงบนเด้าอี้ไม้ก่อนคุณหมอหน้าหวานกับเลขาหนุ่มจะช่วยกันยกน้ำออกมาวางเป็นสิ่งสุดท้าย
“ผมไม่ได้ช่วยเลย ขอโทษนะฮะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่ทุกวันนี้คุณก็เหนื่อยมากแล้ว” อีซองยอลเอ่ยตอบอีกคนเมื่อเห็นสีหน้าของอูฮยอนดูไม่สบายใจ
“ทานเถอะฮะเดี๋ยวเย็นหมด” เสียงใสเอ่ยขึ้นจากพ่อครัวจำเป็นในวันนี้
เอ่ยขึ้นก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากบทสนทนาของอีซองยอลและซองจงที่สรรหาเรื่องมาพูดคุยให้ฟัง
แต่ส่วนมากสองคนนั้นจะเถียงกันมากกว่า
“คุณอูฮยอนครับ คุณใกล้จะปิดเทอมแล้วใช่หรือเปล่า”
เป็นมือขวาหนุ่มอีซองยอลที่เปิดหัวข้อสนทนานี้ขึ้น นัมอูฮยอนพยักหน้าตอบอีกคน “ปลายเดือนนี้ก็ปิดแล้วครับ มีอะไรหรือเปล่า”
“คือที่ญี่ปุ่นมีปัญหานิดหน่อย
ผมถูกเรียกตัวไปที่นั่นลีซองจงก็ด้วย”
“…”
“พวกเราก็เลยคิดว่าจะให้คุณไปอยู่ที่นั่นด้วยระหว่างปิดเทอมเพื่อความปลอดภัยครับ”
---------- LoveChain ----------
“มีรายงานว่ามีคนของเราถูกลอบยิงในตลาดแถวโคเบะ” อีโฮวอนเอ่ยเสียงเครียดกับรายงานที่ได้รับมาจากลูกน้องคนสนิท
ดวงตาคมทอดมองไปยังบุคคลที่นั่งอยู่หลังเก้าอี้หนังตัวใหญ่
ก่อนจะได้รับเสียงตอบกลับมา
“เจอหลักฐานอะไรมั้ย”
นายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์เอ่ยถามคนด้านหลัง
ก่อนจะหันเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับลูกน้องคนสนิทที่เปรียบเสมือนเพื่อนคนนึง อีโฮวอนนั่งทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่เบื้องหน้า
พลางเอามือเสยกลุ่มผมจนยุ่งไปหมด
“เจอเข็มกลัดของพนักงานเอ็มเอสตกอยู่”
“แล้วแกคิดว่าใช่หรอ”
เสียงทุ้มของคิมซองกยูดังขึ้น ส่วนตัวเขาคิดว่าไม่ใช่แน่นอนและก็มั่นใจด้วยว่าอีโฮวอนก็คิดแบบนั้น
มือซ้ายคนสนิทที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนรักถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาก็คิดว่าไม่ใช่แน่ๆและถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่าเรากำลังถูกลอบกัดจากคนที่เราไม่รู้ว่าใคร
และพวกมันก็พยายามที่โยนความผิดให้เอ็มเอสซึ่งมันยากพอสมควรเพราะในญี่ปุ่นถึงแม้คิมบีดีกรุ๊ปจะมีอำนาจมากพอแต่เราก็ไม่ได้มีอำนาจที่สุดในดินแดนซากุระนี้
เทียบกับที่เกาหลีแล้วยังถือว่าเติบโตได้เพียงครึ่งในญี่ปุ่นแต่ก็นับว่าคิมบีดีกรุ๊ปเป็นบริษัทน้องใหม่ที่น่ากลัวไม่ใช่น้อยที่จะควบคุมกิจการขนาดใหญ่ละมีสาขามากมาย
รวมถึงควบคุมในเขตเคฮันชิงไว้ได้อีกด้วย
เคฮันชิงประกอบไปด้วยสามเมืองหลักๆที่เป็นเมืองขนาดใหญ่และมีเศรษฐกิจเติบโตเมื่อเทียบกับยี่สิบประเทศทั่วโลก เคฮันชิงประกอบไปด้วย
โอซาก้าซึ่งบริษัทแม่ของคิมบีดีในญี่ปุ่นอยู่ที่นี่ มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในเคฮันชิง
และมีอีกสองเมืองคือ โคเบะในจังหวัดเฮียวโงะและสุดท้ายคือเกียวโต
“บอกคนของเราให้เตรียมรถ...เราจะไปโคเบะเดี๋ยวนี้” เอ่ยสั่งการกับอีโฮวอนก่อนจะเดินออกไป
สนามบินโอซาก้า
ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวกับสกินนี่สีดำยืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสามสี่ใบ
พลางมองนาฬิกาข้อมือรออีซองจงกับซองยอลที่บอกว่าจะออกไปยืนรอรถกับอีกคนที่บอกว่าจะไปซื้อกาแฟ
แต่จนป่านนี้ยังไม่กลับมามันรู้สึกโหวงๆแปลกๆกับต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้
วันนี้ถือเป็นการเดินทางแบบกะทันหันเพราะทันทีที่อีซองจงไปรับเขาจากมหาวิทยาลัยเนื่องจากวันนี้เป็นวันสอบปลายภาควันสุดท้าย
คุณหมอหน้าหวานก็บึ่งรถมาที่สนามบินทันทีพร้อมกับพาสปอร์ตที่มีชื่อ นัม
อูฮยอน ที่ไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหนในเมื่อเขายังไม่เคยทำสักครั้ง
แต่เมื่อนึกถึงอำนาจของคิมบีดีกรุ๊ปก็ดูเหมือนข้อสงสัยทุกเรื่องก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
เสียงฝีเท้าวิ่งตึกตัก
จากทางด้านหลังก่อนจะมาหยุดอยู่ข้างตัวพร้อมกับเสียงหอบหายใจหนักๆของอีซองจง
คุณหมอร่างเล็กที่ใบหน้าแดงจัดเพราะเลือดสูบฉีดหลังจากที่รีบวิ่งมาเพราะรู้ตัวว่าทิ้งนัมอูฮยอนให้อยู่คนเดียวนานเกินไป ขืนเรื่องนี้อีซองยอลรู้เข้าคงโดนเมินใส่อีกแน่
“รถมาแล้วไปกันเถอะฮะ”
สิ้นสุดเสียงของอีซองจงทั้งสองก็เข็นรถที่บรรจุกระเป๋าเดินทางใบเขื่องออกไป
เจอกับอีซองยอลยืนทำหน้าเคร่งอยู่ข้างรถตู้คันใหญ่สีดำที่ติดฟิล์มดำทึบ ก่อนมือขวาหนุ่มจะเปิดประตูให้เข้าไปนั่ง
“เราจะไปในกันหรอฮะ”
นัมอูฮยอนที่เก็บความสงสัยตั้งแต่นั่งเครื่องมาเอ่ยถาม
เพราะตั้งแต่ออกเดินทางยังไม่มีใครบอกอะไรเขาเลยสักคำ
“เดี๋ยวก็รู้ครับ” แต่คำตอบของอีซองยอลก็ไม่ช่วยไขข้องข้องใจมากนัก เปลือกตาบางปิดลงทันทีที่เอนตัวพิงลงไปกับเบาะ
ก่อนจะพึมพำออกมาเพียงแผ่วเบา “เฮ้อ...เดี๋ยวก็รู้เองแหละ”
ร่างเล็กค่อยๆปรือตาขึ้นเมื่อความรู้สึกรับรู้ได้ว่ารถหยุดนิ่งแล้ว
ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดม่านมองออกไปข้างนอกตัวรถ
ก่อนจะสรุปในใจได้ว่าคงถึงที่หมายแล้วแต่ซองจงนะซองจงจะปลุกกันสักนิดก็ไม่มี
ร่างเล็กลุกขึ้นจากเบาะก่อนจะเดินออกไปแต่หางตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ขดกลมอยู่ตรงเบาะหลังสุด
แต่ชายเสื้อสีชมพูที่แลบออกมาก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณหมอหน้าหวาน
ที่แท้ก็มาหลับอยู่เหมือนกันถึงไม่ได้ปลุกเขา รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าหวานก่อนจะลงจากรถไป
“ทิ้งไว้บนนี้แหละ
ขอโทษนะซองจงอาเดี๋ยวคุณซองยอลก็มาอุ้มนายไปแหละเนาะคึๆๆ”
ร่างเล็กเดินไปตามทางที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวที่ทอดยาวไปจนถึงตัวบ้าน
ไม่สิต้องเรียกว่าคฤหาสน์ละมั้งถึงจะถูกตึกสไตล์ยุโรปแฝดสามตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ตัวบ้านทั้งสามหลังที่โทนสีแตกต่างกันออกไปแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ร่างบางเดินมาเรื่อยๆจนเข้ามาในตัวบ้านก่อนจะพบอีซองยอลที่ยืนรออยู่ในห้องโถงใหญ่
“ผมพักที่นี่หรอฮะ”
“ครับ
ห้องคุณอูฮยอนอยู่ปีกขวาห้องที่ใหญ่ที่สุดน่ะฮะหาไม่ยาก” คนตัวเล็กพยักหน้าอย่างเข้าใจพร้อมตั้งใจฟังเต็มที่ “ส่วนห้องของผมอยู่ปีกซ้ายสุดติดกับห้องซองจง มีอะไรก็เรียกได้ตลอดครับ”
ว่าจบอีซองยอลก็ขอตัวออกไป
แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
นัมอูฮยอนจึงบอกเลขาหนุ่มก่อนที่อีกฝ่ายจะออกไปพ้นเสียก่อน
“คุณซองยอลฮะ”
“ครับ”
“คือคุณลืมของไว้ในรถน่ะฮะ
เบาะหลังสุดเลยท่าทางจะเป็นของสำคัญด้วย”
“ผม?”
เขาเนี่ยนะลืมของไว้ ลืมอะไรไว้งั้นหรอพยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกจึงได้แต่พยักหน้าตอบรับอีกคนไป
ก่อนจะเดินไปที่รถตามที่นัมอูฮยอนบอก
“ของสำคัญจริงๆด้วย”
ดวงตาคมที่ทอดมองวัตถุกลมๆที่พันด้วยผ้าห่มสีฟ้า
หัวทุยๆที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นกับแรงสะท้อนขึ้นลงของการหายใจที่สม่ำเสมอ
หลับลึกแบบนี้เหนื่อยมากสินะ....
ร่างสูงขึ้นไปบนรถก่อนจะช้อนตัวคนที่หลับไม่รู้เรื่องขึ้นมาไว้แนบอก
ท่าทางเขาจะต้องเอาก้อนผ้าห่มนี่ไปโยนไว้ในห้องเสียแล้วหล่ะ
กระเป๋าเดินทางไปเขื่องที่อีซองยอลให้คนช่วยยกขึ้นมาไว้บนห้องใหญ่
ดวงตาหวานมองไปรอบๆห้องนอนขนาดใหญ่กับเตียงที่ยังไงก็ดูกว้างเหลือเกินเมื่อต้องนอนคนเดียว
เขาอยากจะไปขอเปลี่ยนเป็นห้องนอนเล็กๆได้มั้ยจะได้ไม่รู้สึกเหงาแบบนี้
ยิ่งพอได้อยู่คนเดียวแบบนี้ความรู้สึกเดิมๆก็เริ่มตีกลับมาจนเหมือนมันมาตื้ออยู่ที่ลำคอ
ก่อนความรู้สึกชื้นแฉะบริเวณดวงตาหวานจะยิ่งตอกย้ำว่าตอนนี้เขารู้สึกเช่นไร
ร่างบางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงก่อนจะปิดเปลือกตาลงปิดกั้นตัวเองจากความรู้สึกทั้งหมด
รวมทั้งปิดตาเอาไว้ไม่ให้น้ำตามันไหลออกมาได้อีก
โคเบะ 15.00 น.
ร่างโปร่งของนายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์ก้าวลงจากรถทันทีที่มาถึงพื้นที่ที่อยู่ในส่วนการควบคุมของตนเอง
สายตาคมกวาดมองไปรอบๆเพื่อประเมินความเสียหายข้างกายมีอีโฮวอนที่ทำหน้าตาเคร่งเครียดไม่ต่างกัน คิมซองกยูก้าวนำไปที่ส่วนของโกดัง
ใบหน้าคมมีแววของความสงสัยเมื่อเห็นว่าประตูโกดังได้ถูกเปิดไปก่อนหน้าที่เขาจะมาถึง
มือเรียวจับที่อาวุธสังหารที่เหน็บไว้ข้างเอวพร้อมกับอีโฮวอนที่ทำแบบเดียวกัน
ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องทั้งหมดที่ติดตามมาคุ้มกันนายเหนือหัว และแยกไปตามส่วนต่างๆรอบโกดังเก็บของ
รองเท้าหนังสีดำปลาบที่ค่อยๆก้าวเข้าไปใกล้เป้าหมายทีละนิดอย่างเชื่องช้า
เขาเห็นกลุ่มพวกมันแล้วกะประมาณสายตามีคนไม่ต่ำกว่าสิบห้าคนยืนอยู่ในโกดัง ดวงตาเรียวเพ่งมองไปยังกลุ่มคนตรงหน้า
ทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆอย่างบอกไม่ถูก
นายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์ยกยิ้มมุมปากขึ้นมาเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่างก่อนจะหยุดการเคลื่อนไหว มีเพียงมือซ้ายคนสนิทเท่านั้นที่ดูเหมือนจะยังเดินเข้าไป
ซองกยูทำท่าจะห้ามอีกคนแต่เหมือนจะไม่ทันจึงได้แต่เก็บอาวุธไว้ที่เดิม
มือเรียวล้วงกระเป๋าพลางยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เจอของดีแล้วอีโฮวอน”
มือหนาของโฮวอนคว้าเข้าที่ไหล่ของหนึ่งในกลุ่มพวกมันก่อนจะจ่อปืนไปที่กลางหน้าผากอย่างไม่ลังเล
พรึบ!!
เหมือนมองการเล่นเกมอะไรสักอย่างเมื่อมีชายหนุ่มไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนยกปืนจ่อหัวกันเป็นทอดๆ คิมซองกยูยกยิ้มบางๆก่อนจะเดินตรงเข้าไป พร้อมกับมีอีกคนเดินออกมาจากส่วนที่มีลังจำนวนมากบังอยู่
“ไม่เจอกันนานนะ”
“หายดีแล้วหรอฮะ
ฮยอง” เสียงหวานๆที่เอ่ยประโยคทักทายกับซองกยู
เรียกสติของโฮวอนไว้ได้อย่างดี
เสียงนี้ทำไมเขาจะจำไม่ได้ถึงแม้ทุกครั้งที่ได้เจอเขาจะเป็นฝ่ายหนีหน้าก็เถอะ อีโฮวอนสั่งลูกน้องให้เก็บอาวุธพร้อมๆกับที่อีกคนก็สั่งการคนของตนเองเช่นกัน
ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายลดปืนลงทันทีที่เจ้านายของตนว่าจบ
ปืนกว่ายี่สิบกระบอกลดลงพร้อมๆกับการที่ได้เห็นหน้าอีกคนชัดขึ้น
แต่ทว่าร่างบางตรงหน้าไม่ได้สนใจกันสักนิดคุณหนูคนเดียวแห่งเอ็มเอสเดินไปหยิบวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่ที่พื้น ก่อนจะเดินผ่านอีโฮวอนไปหาคิมซองกยูโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
“เราเจอเข็มกลัดอันนี้ตกอยู่”
ชูวัตถุขนาดเล็กที่เป็นเข็มกลัดและมีสัญลักษณ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษเล็กๆติดอยู่
“ของเอ็มเอส”
คิมซองกยูเอ่ยขึ้นเสียงเรียบก่อนจะมองหน้าคนตรงหน้าอย่างคิดหนัก “ของจริงหรือเปล่า”
“ของจริงฮะ”
มยองซูเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้ม “แต่เป็นของเก่า”
จริงอยู่ที่อันนี้เป็นเข็มกลัดของพนักงานเอ็มเอสแต่นั่นมันเมื่อห้าปีที่แล้ว
เพราะตั้งแต่ที่เขาได้เข้ามาบริหารมยองซูก็ได้เสนอให้มีการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของพนักงานใหม่
เนื่องจากว่าแบบเก่ามันมีปัญหาเรื่องของความทนทาน
“หึ...งานยากอีกแล้วล่ะสิ”
“ก็ไม่เท่าไหร่มั้งฮะ”
พูดกับซองกยู แต่ดวงตาหวานเหลือบมองคนด้านหลังที่ยังยืนอยู่ที่เดิม
จะเมินกันไปถึงไหน…
“ลูกน้องเป็นใบ้หรอฮะ”
ว่าแค่นแคะกับคนทางด้านหลังที่ตั้งแต่เห็นว่าเป็นเขาก็เงียบราวกับไม่มีตัวตน
“ฮ่าๆ
พูดดีๆหน่อยฝ่ายง้อน่ะเราไม่ใช่หรือไง” คิมซองกยูส่ายหน้าเบาๆกับคำพูดต่อว่าของคนที่เปรียบเสมือนน้องชาย
ทาเคตะ มยองซู
ลูกคนเดียวของผู้มีอิทธิพลสูงสุดในโตเกียว
บริษัทเอ็มเอสผู้ควบคุมกิจการอสังหาริมทรัพย์และเป็นตัวหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโตเกียว
มือเรียวของนายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์
กวักเรียกอีโฮวอนที่ยืนเงียบอยู่ทางด้านหลังให้เดินมาหาตน
ทันทีที่อีกฝ่ายเดินมาถึงเจ้าตัวก็ทำท่าจะผละออกไป
“ฉันจะเข้าไปเช็คความเสียหาย ฝากแกจัดการด้วยนะ” ตบบ่าเบาๆก่อนที่คิมซองกยูจะเดินเข้าไปภายในพร้อมกับลูกน้องจำนวนหนึ่ง
“ไม่คิดจะทักกันหรือไง”
เป็นมยองซูที่เปิดบทสนทนาขึ้นก่อน
พร้อมๆกับดวงตากลมโตที่ทอดมองไปที่อีกคนที่ไม่แม้จะสบตากันด้วยซ้ำไป
“...”
“ยังไม่หายโกรธหรอ”
“...”
“เงียบอยู่ได้
พูดสักคำสิโฮวอน” ไม่ว่าเขาจะพยายามพูดกับอีกฝ่ายมากเท่าไหร่
สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบเท่านั้น
และมันก็ยิ่งทำให้มยองซูโมโหมากขึ้น
คนตัวเล็กกว่าก้าวเดินไปหาคนตรงหน้าที่ยืนจ้องกันแต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ
มือเรียวทุบลงไปที่อกแกร่งพร้อมๆกับคำพูดมากมายที่พรั่งพรูออกมา
“เป็นใบ้หรือไง
พูดสิด่าก็ได้” ดวงตากลมโตช้อนมองอีกคน
สบเข้ากับสายตาคมที่มองลงมาก่อนที่มือหนาของอีโฮวอนจะรวบเอาแขนเล็กๆทั้งสองข้างขอมยองซูไว้ด้วยมือเดียว
แรงดึงแผ่วเบาจากคนตรงหน้าทำให้คุณหนูของเอ็มเอสตกไปอยู่ในอ้อมกอดของอีกคนอย่างง่ายดาย
“กลับไปซะ
ที่นี่มันอันตราย”
“หึ..พูดปั๊บก็ไล่กันเลยหรือไง”
ทาเคตะ
มยองซูเผยรอยยิ้มออกมาอย่างนึกสนุก
“จะอยู่ที่นี่แหละไม่ไปไหนหรอก
อยากรู้ว่าจะมีใครเป็นใครเป็นห่วงหรือเปล่า”
“มยองซู!!”
เสียงห้าวของอีโฮวอนที่ดังขึ้นเพราะอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นตามด้วย มันไม่ใช่เรื่องเด็กเล่น
หรือเรื่องตลกในตอนนี้เพราะที่นี่ยังไม่ปลอดภัยและอีกอย่างเรายังหาคนทำไม่ได้
ช่วยอย่าทำให้เป็นห่วงได้มั้ย...
“ไม่ต้องมาทำเสียงเข้ม
ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูดตลอดไปเลยสิ”
มือหนาของคนที่จับกันอยู่ผละออกพร้อมๆกับคิมซองกยูที่บอกว่าจะเข้าไปดูความเสียหายเดินออกมา ดวงตาเรียวของชายหนุ่มลอบมองเพื่อนรักกับมยองซู
ท่าทางคู่นี้จะให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมคงอีกนาน
ใครๆก็รู้ว่าโฮวอนเกลียดคนโกหกที่สุด
“อะแฮ่ม...ฉันมาขัดจังหวะหรือเปล่า”
“ใช่ฮะ”
มยองซูว่าพลางกรอกตาไปมา
นึกเคืองคิมซองกยูอยู่เหมือนกันจะไปนานกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้
หรือเป็นไปได้ก็หนีกลับกันไปให้หมดเลยน่าจะดีกว่า
จะได้อยู่สองคนให้นานกว่านี้หน่อย
“เสียหายแค่พื้นที่ส่วนนอก
ส่วนที่เก็บของไม่เสียหาย” พูดเป็นเชิงบอกให้โฮวอนรับรู้ด้วย
“โฮวอน จัดการย้ายของเราไปเก็บที่คลังใหญ่ก่อน
ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้วแหละ” อีโฮวอนก้มหัวน้อยๆรับคำสั่งจากคิมซองกยู
ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กแต่เมื่อเวลาเป็นการเป็นงานเขาก็ยินดีที่จะเคารพคนตรงหน้าในฐานะเจ้านาย
“กลับกันเถอะ
แล้วนายจะกลับเลยหรือเปล่ามยองซู”
“กลับตอนนี้แหละฮะ”
เป็นมยองซูที่ออกเดินออกไปก่อน
และคิมซองกยูกับอีโฮวอนที่เดินตามออกไปทีหลัง
สายตาคมของมือซ้ายหนุ่มกวาดมองไปรอบๆเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เพราะร่างเล็กๆนั่นที่อยู่ในสายตาตลอดเวลา
เขาไม่อยากให้มยองซูต้องมาเสี่ยงอันตรายด้วย
พรึบ! หางตาของอีโฮวอนที่เห็นเหมือนดำๆแวบไปทางด้านหลัง
ด้วยสัณชาติญาณร่างโปร่งจึงรีบเดินตามสองคนข้างหน้าไปให้ทัน เมื่อถึงตัวซองกยูคนแรกจึงรีบกระซิบบอกอีกฝ่ายทันที
“มีคนซุ่มอยู่
แกรีบไปขึ้นรถก่อน” สิ้นเสียงของเพื่อนรักที่มากระซิบบอก
ร่างโปร่งพยายามจะค้านให้อีกฝ่ายขึ้นรถไปพร้อมกัน
แต่เมื่อหันไปมองหน้าอีกคนสายตาของโฮวอนที่จับจ้องไปยังคนที่เดินนำพวกเขาอยู่
ซองกยูคงทำได้แค่ตบบ่าเพื่อนรักเบาๆแล้วรีบไปขึ้นรถให้เร็วที่สุด
ปัง!!
เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นทันทีที่ได้ยินอีโฮวอนที่พุ่งพรวดไปกอดร่างเล็กให้หมอบลง
พร้อมๆกับร่างโปร่งของคิมซองกยูที่ล้มลงก่อนถึงประตูรถไม่กี่ก้าว ของเหลวสีแดงสดที่ไหลลงมาตามแนวแขนจนเสื้อเชิ้ตสีขาวชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ยังดีที่แค่ถากไป
ลูกน้องจำนวนหนึ่งวิ่งเข้าไปคุ้มกันนายเหนือหัวของตนก่อนจะพาซองกยูขึ้นรถที่มีกระจกนิรภัยและขับออกไปจากที่นี่ทันที
อ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดร่างบางที่อกสั่นขวัญแขวนอยู่ในอ้อมกอด
“เป็นอะไรมั้ย”
คำถามที่เจือความห่วงใยถูกส่งไปให้
ก่อนจะได้รับเพียงการสั่นศีรษะทุยไปมา บ่งบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร ก่อนที่มยองซูจะเงยหน้าขึ้นมองอีกคน
“ขอบคุณนะ”
“…”
“คิดว่าจะไม่วิ่งมาซะอีก”
รอยยิ้มหวานที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าที่ช่างไม่เข้ากับสถานการณ์ โฮวอนเกลียดมยองซูชะมัด เค้าเกลียดคนตรงหน้าที่เหมือนกับว่าไม่สนใจอะไรนอกจากเขา
ทำเหมือนเรื่องทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นๆ
แม้กระทั่งเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
โฮวอนจับมือของอีกคนไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงให้มยองซูวิ่งตามตนไปขึ้นรถทันที
เลือดสีแดงสดที่ยังไหลออกมาไม่หยุดจนทั้งเสื้อสูทที่ซองกยูใช้มันกดแผลเอาไว้ชุ่มไปด้วยเลือด เมื่อสักครู่ก่อนหน้าเขาได้รับโทรศัพท์จากซองยอลว่ามาถึงที่บ้านเรียบร้อยแล้ว
แค่คิดถึงคนที่รอมากว่าครึ่งปีดูเหมือนว่าความเจ็บปวดที่ต้นแขนจะลดลงไปกว่าครึ่ง
“จะได้เจอกันแล้วนะ...เด็กน้อย”
----------- Love Chain -----------
หลังจากที่จัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้ว นัมอูฮยอนเดินลงมาด้านล่างสองเท้าที่ก้าวไปเรื่อยๆจนไปหยุดที่ด้านหน้าบ้านโดยไม่รู้ตัว
ก่อนดวงตาหวานจะมองไปเห็นคุณหมอร่างเล็กที่ก้มๆเงยๆอยู่ที่สนามหญ้า
“คุณซองจงทำอะไรอยู่ครับ”
“อ๋อ
แปลงดอกๆไม้ที่ผมเคยปลูกไว้น่ะฮะไม่ได้มาตั้งนานเลยแวะมาดูซักหน่อย”
“ดอกไม้หรอฮะ”
“คุณอูฮยอนอยากช่วยมั้ยฮะ
มาทำด้วยกันได้นะ” ซองจงเอ่ยชวนพลางชูอุปกรณ์ทำสวนขนาดเล้กมาให้ นัมอูฮยอนยิ้มร่ารีบปรี่เข้าไปช่วยอีกคน อูฮยอนจับอุปกรณ์ทำสวนอย่างคล่องแคล่วลงมือช่วยซองจงพรวนดิน ใส่ปุ๋ย
รดน้ำดอกไม้หลากหลายชนิดที่อยู่ในแปลง
เสียงหัวเราะที่ดังแว่วมาตลอดการทำงาน
ก่อนที่ทั้งสอคนจะรˆสึกถึงหยดน้ำที่รินรดลงมาตามศีรษะและลำตัว
“สงสัยฝนตก
เข้าบ้านเถอะฮะ” อูฮยอนเอ่ยบอกอีกคนพลางรีบเก็บอุปกรณ์ที่วางเกลื่อนอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
และเพราะความเร่งรีบนี้มันก็ทำให้เขาไม่ทันระวังด้วยเช่นกัน
“โอ้ย”
เพราะความเร่งรีบทำให้ร่างเล็กโดนเสียมบาดเข้าที่ฝ่ามืออย่างจัง
เลือดสีแดงที่ซึมออกมาจากผิวเนื้อสีขาวแต่เพียงครูก็ถูกชะล้างออกไปด้วยน้ำฝนที่ตกลงมา
“รีบเข้าข้างในเถอะฮะ
เดี๋ยวผมทำแผลให้” เป็นอีซองจงที่เข้ามาช่วยกดห้ามเลือดและจะพาอูฮยอนเข้าข้างใน แต่ทั้งสองก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีรถยนต์กว่าสิบคันขับเข้ามาจอดภายใน
ก่อนประตูรถคันด้านหลังจะเปิดออกมาก่อนเป็นอีโฮวอนที่อุ้มใครบางคนไว้แนบอกและวิ่งเข้าไปข้างใน ก่อนประตูรถอีกคันจะเปิดออกมา
ดวงตาหวานเบิกโพลง
ไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้าใบหน้าที่คุ้นตา ดวงตาเรียวที่ต่อให้นานแค่ไหนก็ไม่มีทางลืม
แววตาแบบนั้นที่เคยมองกันอย่างรักใคร่
สายตาอบอุ่นที่ทอดมองมาที่อูฮยอนเพียงคนเดียว
ทุกสิ่งทุกอย่างร่างบางจำได้แม้กระมั่งเสียงฝีเท้าของคนๆนั้น
“ให้ตายสิไม่อยากจะเชื่อเลย”
เสียงอุทานแผ่วเบาที่เล็ดรอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
ขอบตาที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสไหลลงมาปะบนกับน้ำหยาดฟ้าที่ตกลงมากระทบใบหน้าหวาน
จนดวงตาพร่าเลือนไปหมด แต่ภาพของคนที่กำลังเดินมาหยุดต่อหน้ากลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นัมอูฮยอนยืนนิ่งอยู่แบบนั้นราวกับถูกแช่แข็งด้วยสายตาของอีกคน ตอนนี้เขาต้องการใครสักคนที่จะบอกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ความฝันแต่เป็น...
คิมซองกยูจริงๆ
ร่างโปร่งที่เดินลงจากรถมากำลังจะเดินเข้าไปในบ้านถ้าหากไม่สังเกตเห็นร่างบอบบางที่คุ้นเคยยืนตากฝนอยู่ที่สนามหญ้า
ดวงตาเรียวทอดมองคนที่ไม่ได้เจอกันนานแสนนานในความรู้สึก น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนวลอยู่นั้นทำให้เขาอยากจะรีบวิ่งเข้าไปเช็ดให้อีกคน
ทั้งคิดถึง อยากของโทษ และเป็นห่วง
ร่างโปร่งสาวเท้ายาวๆก้าวไปหาอีกคนที่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น
จ้องเข้าไปในดวงตาของอูฮยอนที่ทมองมาที่เขาไม่กระพริบ เป็นใครก็ต้องตกใจเพราะทุกคนเข้าใจว่า คิม
ซองกยูตายไปแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่เกาหลีจะรู้เรื่องนี้ และก็เป็นซองกยูเองที่ผิด
ที่ปล่อยให้อูฮยอนรอเขานานขนาดนี้
สัมผัสที่แผ่วเบาแต่ทว่ายังคงชัดเจนเหมือนเดิมแตะลงอย่างนุ่มนวลที่ใบหน้า
นิ้วโป้งของซองกยูที่ค่อยๆปาดน้ำตาที่ไหลลงมาปะปนกับน้ำฝนออกไปจากใบหน้านวล มือข้างซ้ายวาดวงแขนโอบกอดเอาเด็กน้อยที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าไปไว้ในอ้อมกอด
สัมผัสอบอุ่นที่คุ้นเคยแผ่ซ่านจากตัวของอีกคนเข้าสู่ร่างบาง
อูฮยอนปล่อยโฮพร้อมกับเสียงสะอื้นออกมาทันทีที่สัมผัสได้ว่านี่เป็นเรื่องจริง
ไม่ใช่ความฝัน เหมือนเช่นทุกครั้งที่หลับไป
“คิดถึงจังครับ”
เสียงกระซิบที่ดังชิดริมใบหู ถึงตอนนี้เสียงฝนจะดังแค่ไหนแต่อูฮยอนก็ยังได้ยินเสียงของซองกยูชัดเจนอยู่ดี
“คิดถึงจังเลยฮะ”
Talk ; พยายามรักษาสัญญาว่าจะมาให้เร็วกว่าเดิมเย้ๆๆ
เราปรับพล็อตนิดหน่อย ภาคนี้ดำเนินเรื่องในญี่ปุ่นนะคะ
มันจะมีเพิ่มมาอีกคู่ทุกคนคงรู้แหละ
ช่วงนี้โดนลัทธิ #โฮมยอง
ครอบงำหวังว่าจะชอบกันน้ออ
(หรือจะไม่ชอบ TT-TT)
คอมเม้นต์กันได้อย่าปล่อยให้เรานกเหมือนหน่องเลย5555 ฝากติดแท็ก #osanything แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่เข้าไปทวงไปหวีดคุณซองกยูกับเราในทวิตนะคะ
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ด้วย เจอกันตอนหน้าค่ะ><

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น