LoveChain 8 :GyuWoo YeolJong Homyung
-8-
รถยนต์สีดำปลาบทรงหรูจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าตึกของบริษัทลูกข่ายเอ็มเอสในโยโกฮาม่า อีโฮวอนขับรถมาส่ง
มยองซูตั้งแต่เช้าด้วยความที่กลัวว่าพ่อของเจ้าตัวจะเป็นห่วงเนื่องจากลูกชายเพียงคนเดียวไม่ได้กลับมาที่บริษัทหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ รถจอดนิ่งสนิทอยู่เกือบห้านาทีแล้วแต่ร่างบางที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมลุกออกไปไหน
อีกทั้งเจ้าตัวยังนั่งยิ้มแป้นหันหน้ามาทางเขาอีก
“ถึงแล้ว”
เสียงเข้มเอ่ยบอกโดยที่ไม่ยอมหันไปมองข้างกายสักนิด คุณหนูของเอ็มเอสยู่หน้าอย่างไม่พอใจ นี่อะไรมาถึงปุ๊บก็จะไล่กันเลยหรือยังไง
อีโฮวอนคนเย็นชา
“รู้แล้ว
แต่ยังไม่อยากไปเลย” เอ่ยเสียงหวานกับอีกคน
หวังว่าเจอลูกอ้อนแบบนี้แล้วจะใช้ได้ผลกับคุณโฮวอนจอมขรึมนี่นะ
“…”
“คุณอยากลงไปดื่มกาแฟมั้ย
ขับมาเช้าๆแบบนี้คงจะเพลียแย่” ข้อเสนอแสนหวานที่ถูกหยิบยื่นให้
โดยในข้อเสนอนั้นคนที่ได้ประโยชน์ก็คือโฮวอน
แต่คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดนั่นก็คือคนเสนอออกมานี่แหละ แต่ก็มีเพียงความเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศในรถ
และคนถูกถามก็ยังคงไม่พูดอะไรออกมา
ใบหน้าคมเสมองออกไปนอกตัวรถไม่ยอมสบตาอีกคน
“หรือว่าจะไปกินข้าวกัน
ตั้งแต่เกิดเรื่องผมก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ”
“…”
“หรือว่าเรา...” แต่ไม่ทันที่ทาเคตะ มยองซูจะได้พูดจบ
“ลงไปเถอะป่านนี้พ่อคุณเป็นห่วงแย่แล้ว” เสียงห้าวที่พูดขึ้นขัดพอดีกับเสียงหวานที่ยังเอ่ยเจื้อยแจ้วไม่หยุด สีหน้าที่สดใสเมื่อครู่ดูหมองลงไปเล็กน้อย
ไม่ว่าจะพูดอะไรจะพูดยังไงร่างหนาก็ไม่มีทีท่าจะตอบเขาสักนิด กะจะโกรธกันไปถึงไหน
คนง้อมันเริ่มท้อแล้วนะ
“ขอบคุณนะที่มาส่ง” เสียงที่เคยสดใสเมื่อครู่ที่ผ่านมาบัดนี้กลับมีความเศร้าเจือปนอยู่ในน้ำเสียงหวานของมยองซูยามที่เอ่ยขอบคุณเขา โฮวอนยังไม่ยอมหันหน้ากลับไปจนกระทั่งอีกคนเดินลงจากรถเข้าตึกไป
แต่ทว่าการกระทำทั้งหมดของร่างเล็กก็อยู่ในสายตาของมือซ้ายคนสนิทแห่งแบล็กไดมอนด์ทั้งหมด
ทาเคตะ
มยองซูเดินลงมาจากรถด้วยใบหน้าที่ดูแล้วไม่สบอารมณ์นัก ก่อนสายตาจะแลไปเห็นเลขาคนสนิทวิ่งหน้าตั้งออกมาจากบริษัท
เลขาหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มนางฟ้าอย่างจางดงอู
รีบวิ่งออกมาจากห้องทำงานทันทีที่การ์ดด้านล่างแจ้งขึ้นไปว่าคุณมยองซูกลับมาแล้ว
ดวงตาหวานที่ปิดร่องรอยแห่งความดีใจไว้ไม่มิดเมื่อได้เห็นเจ้านายของตน
หยุดยืนอยู่ต่อหน้าคนอายุน้อยกว่าด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“คะ..คุณมยองซู แฮ่ก..หายไปไหนมาทั้งคืนครับ” พูดไปพลางยกกำปั้นขึ้นทุบที่หน้าอก
คำพูดติดๆขัดเพราะอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่งออกมา
“ผมปลอดภัยดีน่าฮยอง” มยองซูที่แทบจะกลั้นขำไม่อยู่เมื่อเห็นสภาพของจางดงอู
คนตรงหน้าเป็นเสมือนพี่ชายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ
และเป็นเพื่อนชาวเกาหลีคนเดียวของเขาที่นี่
ดงอูฮยองถูกแม่ของเขารับมาเลี้ยงตั้งแต่ที่แต่งงานกับพ่อใหม่ๆจนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นจางดงอูก็ติดตามมาด้วย
“รีบขึ้นไปเถอะตอนนี้คุณท่านเป็นห่วงแย่แล้วนะครับ”
“พ่ออยู่ที่นี่หรอฮะ”
“ครับ” สิ้นเสียงของเลขาหนุ่มมยองซูก็รีบวิ่งเข้าไปในตึกบริษัททันที ไม่อยากจะจินตนาการถึงบิดาบังเกิดเกล้าของตนที่นั่งรออยู่ข้างบน
แต่เหนือกว่าท่านประธานสูงสุดแห่งเอ็มเอสก็ยังมี ‘คุณคิม
จียอง’ แม่แท้ๆของตนนี่แหละ รายนั้นคงเตรียมตัวดุแล้วแหงๆ
พลั่ก!!
เสียงประตูสีขาวของห้องทำงานผู้บริหารเอ็มเอสกรุ๊ป
สาขาโยโกฮาม่าเปิดออกพร้อมๆกับร่างโปร่งบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ในมือถือเสื้อสูท ทาเคตะมยองซูลอบมองผู้ให้กำเนิดทั้งสองที่นั่งอยู่บนโซฟา
ก่อนจะค่อยๆรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองดูเล็กลงเรื่อยๆเมื่อเดินเข้าไปใกล้พวกท่านมากขึ้น
“มยองซู
ลูกเป็นยังไงบ้างเจ็บ
ตรงไหนหรือเปล่าห้ะ”
คำถามมากมายจากผู้เป็นแม่
ที่จับตามเนื้อตามตัวเขาพลิกดูราวกับจะให้แน่ใจว่าลูกชายสุดที่รักยังปลอดภัยดี
“ผมไม่เป็นไรฮะ
ปลอดภัยทุกอย่าง” เอ่ยเสียงหวานพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ หัวทุยเอนอิงซบลงกับตักอย่างออดอ้อน “แต่ว่าหิวมากเลยครับแม่”
“ปลอดภัยก็ดีแล้ว
พ่อมีเรื่องจะคุยกับลูกหน่อย” คราวนี้เป็นเสียงของหัวหน้าตระกูลทาเคตะที่ดังขึ้น
มยองซูพยักหน้าตอบผู้เป็นพ่อก่อนจะเดินตามไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ส่วนคุณนายคิมจียองก็ได้ขอตัวไปหาอะไรมาให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทานหลังจากที่เจอลูกอ้อนบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวาน
“พ่อได้ข่าวว่าซองกยูจะซื้อเกาะเพื่อเปิดคาสิโน”
ตัดสินใจที่จะถามเรื่องนี้กับลูกชายเพราะเขามั่นใจว่ามยองซูรู้เรื่องนี้ดีที่สุด และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“ใช่ครับ
เป็นเกาะแถวซูตะ เขาซื้อท่าเรือในชิโกกุไว้เเล้วด้วย” ทั้งหมดนั้นถูกจัดการก่อนที่คิมซองกยูจะย้ายมาอยู่ที่นี่เสียอีก
คิมบีดีกรุ๊ปซื้อเกาะส่วนตัวทางฝั่งตะวันออกมาจากนายหน้าคนหนึ่งเมื่อปีก่อนพร้อมๆกับที่เพิ่งจะซื้อท่าเรือในชิโกกุมาได้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
เรียกได้ว่าการเคลื่อนไหวของคิมบีดีกรุ๊ปในครั้งนี้ถูกจับตามองจากทั้งนักธุรกิจมืดและเหล่านักธุรกิจมือสะอาดกันย่างมากมาย
ถึงธุรกิจใหม่ของคิมซองกยูจะบอกว่านี่เป็นกิจการของคิมบีดีกรุ๊ปก็คงจะไม่ถูก แต่จะให้เรียกอีกอย่างนึงก็คือธุรกิจในนามของแบล็กไดมอนด์ที่เหล่าคนในวงการมืดต่างรู้จักเป็นอย่างดี
“อาทิตย์หน้าพ่อว่าจะไปหาเค้าสักนิด
ลูกจะไปด้วยกันมั้ย”
ราวกับว่าทาเคตะมยองซูรอคำพูดนี้จากผู้เป็นพ่อก็ไม่ปาน
ร่างบางรีบพยักหน้าตอบตกลงทันทีเพราะนี่เป็นโอกาสที่จะได้ไปอยู่ที่นั่นบ่อยๆ
โดยที่ใครบางคนไล่เขาออกมาไม่ได้
“ตกลงครับ”
“การเจรจาเรื่องท่าเรือเป็นยังไงบ้าง”
คิมซองกยูเอ่ยถามอีโฮวอนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
ข้างกายเป็นซองยอลที่นั่งอ่านเอกสารโดยไม่พูดอะไร
“ทางนั้นตอบตกลง
เราเหลือแค่ไปเซ็นต์สัญญาขึ้นอยู่ที่ว่าแกจะไปวันไหน” ซองกยูพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะหันไปดูแปลนก่อสร้างตึกที่กำลังทำการสร้างอยู่บนเกาะ
“เราไปวันนี้เลยดีกว่า นายสองคนว่ายังไง”
หันหน้าไปขอความเห็นจากคนสนิททั้งสอง
“วันนี้ก็ได้
งั้นฉันจะไปบอกให้เตรียมรถ”
“เดี๋ยวครับ”
เสียงทุ้มของมือขวาหนุ่มที่หยุดทุกการกระทำของอีโฮวอนที่กำลังจะลุกออกไป
ใบหน้าเคร่งขรึมคิ้วขมวดเป็นปมก่อนที่มือหนาจะวางเอกสารสัญญาลงบนโต๊ะ
เงยหน้าขึ้นมองหน้าอีโฮวอนและเจ้านายของตน
“ผมว่าสัญญามันมีช่องโหว่”
หลังจากที่เขานั่งพิจารณาสัญญาฉบับนี้อยู่เกือบชั่วโมงจนพบความเหลื่อมล้ำของผลประโยชน์ในสัญญาฉบับนี้
แต่เขาไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะเล่นตุกติกเพราะเจ้าของท่าเรือที่จะซื้อขายกันก็มีประวัติที่ดีอยู่ตลอดมา
เพียงแต่ครั้งนี้เราคงต้องคุยกันหน่อยเท่านั้น
“งั้นก็ดีเราจะได้เคลียร์วันนี้ให้มันจบๆ”
สิ้นเสียงของนายเหนือหัว
ทั้งสามคนลุกขึ้นจากโซฟาเมื่อปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเตรียมตัวก็มีเสียงๆหนึ่งดังมาจากหน้าประตูบ้าน
พร้อมๆกับร่างเล็กที่คุ้นตาสองร่างกำลังเดินคุยกันท่าทางอารมณ์ดี
เสียงหัวเราะใสดังอยู่ให้ได้ยินเป็นระยะและก็ดูเหมือนว่าทั้งอูฮยอนและซองจงจะคุยกันเพลินเสียจนไม่รับรู้ถึงชายหนุ่มสามคนที่ยืนอยู่ตรงนี้
ดวงตาคมของประธานคิมบีดีกรุ๊ปลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่คุ้นเคย เห็นหน้าอูฮยอนแล้วอดนึกถึงซุปถ้วยนั้นไม่ได้
ตั้งใจหรือหยิบผิดกันแน่
นึกถึงแล้วก็สงสารไตไม่หาย
นายเหนือหัวของแบล็กไดมอนด์ส่งเสียงกระแอมในลำคอเรียกร้องความสนใจจากร่างเล็กที่เดินมาพร้อมๆกับลีซองจงในมือถือถุงของห้างสรรพสินค้าห้างดังในโอซาก้าซึ่งเขาก็รู้จักดี
และดูเหมือนว่าการเรียกร้องความสนใจของท่านประธานใหญ่ดูจะได้ผลเมื่อนัมอูฮยอนหันมามองทางเขาแล้วเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นราวกับจะถามว่ามีอะไร
ซองกยูไม่ได้ตอบออกไป
เพียงแค่ส่งซิกให้โฮวอนกับซองยอลออกไปโดยที่มือขวาหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะลากลีซองจงที่ยืนไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ตรงนั้นไปด้วย
“มานี่สิอูฮยอน”
เอ่ยเรียกอีกคนให้เข้ามาหาเมื่อเห็นว่าสามคนนั้นออกไปแล้ว อูฮยอนยอมเดินมาหาแต่โดยดี
ร่างเล็กค่อยๆเดินเข้ามาใกล้อีกคนที่นั่งรออยู่ที่โซฟาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งโซฟาที่ถัดจากซองกยูไปอีกตัว
มือเรียวที่กะจะดึงให้ร่างบางลงมานั่งด้วยกันต้องค้างเติ่งไว้เช่นนั้นเมื่อนัมอูฮยอนดูเหมือนจะรู้ทัน
และหักหน้าเขาด้วยวิธีนี้
แสบนักนะ
“มีอะไรหรอครับ”
มือบางคว้าหมอนใบเล็กมาวางไว้บนตักพลางส่งคำถามไปถามอีกคน ดวงตาหวานเงยขึ้นไปสบกับดวงตาเรียวรีที่ตอนนี้เหมือนเขาจะสังเกตเห็นแววของความเจ้าเล่ห์อะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้น
ซองกยูยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะจ้องมองมาที่โซฟาอีกตัวซึ่งมีใครบางคนนั่งอยู่
ก่อนจะไล่สายตาไปเรื่อยๆจนหยุดอยู่ที่ถุงสีขาวจำนวนมาก กะจากสายตาน่าจะมีราวๆ20ถุง
“ผม..ไปเดทมาไงคุณจำไม่ได้หรอ”
เสียงพูดตะกุกตะกักที่อูฮยอนเองก็ไม่รู้ว่าเพราะสายตาของคนตรงหน้าเมื่อสักครู่กับรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดานั่นหรือเพราะเขากลัวว่าอีกคนจะโกรธที่เอาบัตรของเจ้าตัวไปซื้อของมากมายขนาดนั้น
แถมยังบังคับซื้อให้ซองจงอีก มือเล็กชูถุงสีขาวใบที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดยื่นมาตรงหน้าราวกับจะยืนยันสิ่งที่บอกกับซองกยูไปเมื่อเช้า
“จำได้สิครับ” เสียงห้าวเอ่ยขึ้นพร้อมๆกับแรงฉุดที่ข้อมือเล็กโดยที่อูฮยอนไม่ทันตั้งตัว
ร่างเล็กเซถลาเข้ามาหาอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาจนทั้งคู่ล้มลงไปโดยที่อูฮยอนนอนเกยทับอยู่บนตัวคิมซองกยู คางเล็กเกยอยู่ระหว่างแผ่นอกแกร่ง
จากระยะนี้ทำให้อูฮยอนมองรูปหน้าของอีกคนได้ชัดเจน
คางเรียวได้รูปที่ตอนนี้เริ่มจะมีไรหนวดเขียวๆขึ้นมาให้เห็นได้ชัดเจนพอสมควร
รับกับริมฝีปากบางสีอมแดง สันจมูกโด่งได้รูปกับดวงตาเรียว ดวงตาคู่เดิมที่คุ้นเคยที่คอยมองอูฮยอนอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเค้าจะอยู่ที่ไหนราวกับว่าคอยปกป้อง
ดวงตาที่บางครั้งก็แทบจะทำให้เขาละลายไปกับการจ้องมองของอีกคน
หรือบางครั้งก็อบอุ่นจนไม่อยากจากไปไหน
ดวงตาดวงเดิมแต่หลากหลายความรู้สึก
“ปะ..ปล่อยสิฮะ
คุณไม่หนักหรือไง” ร่างเล็กเริ่มดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของคนอายุมากกว่าแม้รู้ว่ามันจะไม่ได้ผลกับคนตรงหน้าก็ตาม
ไม่ว่ายังไงการที่ได้อยู่ใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆแบบนี้อูฮยอนก็ยังไม่ชินอยู่ดี
ไหนจะสายตาระยิบระยับสื่อความหมายที่ส่งมานั้นทำไมเขาจะไม่รู้ แต่แล้วอูฮยอนก็ต้องตกใจอีกรอบเมื่อซองกยูใช้มือทั้งสองข้างดันตัวเขาขึ้นไปจนตอนนี้ใบหน้าหวานอยู่ใกล้กับใบหน้าของอีกคน
“หนักสิครับ”
คิมซองกยูลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่ขึ้นสีอย่างน่าเอ็นดู
ก่อนจะกดจมูกลงไปที่แก้มนิ่มนั้นเบาๆ มันห้ามใจไม่ได้ “โอ้ย!”
ชายหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อฝ่ามือเล็กฟาดเข้าที่หัวไหล่
“คุณมาตีผมทำไมหืม”
ซองกยูกะจะกดจมูกลงไปอีกรอบ แต่เจ้าของแก้มกลมๆนั้นก็เอียงคอหนี
พร้อมกับสายตาค้อนๆที่ส่งมาให้
“ผมหนักก็ปล่อยสิ
มากอดไว้ทำไมเล่าฮึ!!” แถมยังกอดแน่นอีกด้วย
ดวงตาหวานหันมาสบตากับคนที่เขานอนเกยอยู่อีกครั้งแต่แล้วก็เป็นร่างเล็กอีกเช่นเคยที่ไม่สามารถทนแววตาคู่นั้นได้
แววตาที่เหมือนกับเปลวไฟที่จะหลอมละลายคนที่ถูกมองได้ง่ายๆ
“ถ้าผมปล่อยคุณไป”
“….”
“ผมก็โง่สิ”
สิ้นสุดคำพูดของท่านประธานหนุ่มและดูเหมือนว่านัมอูฮยอนก็ไม่มีโอกาสที่จะได้โต้เถียงเลยแม้แต่น้อย เมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนทาบทับลงมาเพียงครู่ก่อนที่ซองกยูจะพลิกตัวเด็กน้อยที่ยังมึนงงกับการกระทำที่รวดเร็ว
ให้คนอายุน้อยกว่าไปอยู่ด้านล่าง ก่อนริมฝีปากจะบดเบียดลงไปอีกครั้ง
“อืมมมม
” เสียงครางหวานหูแต่แผ่วเบานั้นหลุดออกมาจากปากของอูฮยอนอย่าง่ายดาย เขายอมรับยอมรับว่าคิดถึงจูบของคิมซองกยู
คิดถึงอ้อมกอดคิดถึงทุกๆอย่างที่เป็นคนๆนี้
และดูเหมือนคนที่ทำให้อูฮยอนหลุดเสียงครางที่น่าอายออกมาก็ออกจะพอใจกับผลงานของตัวเองไม่น้อย
“อ่ะ..ซองกยู
แฮ่ก!!” คนด้านบนถอนเรียวปากออกอย่างอ้อยอิ่งปนความเสียดาย
ดวงตาเรียวลอบมองใบหน้าของคนด้านล่างที่ขึ้นสีจัดอย่างน่ามอง
แผ่นอกเล็กที่สะท้อนขึ้นลงตามแรงการหอบหายใจอย่างหนักหน่วงกับเรียวปากสีก่ำที่ชวนให้กดจูบลงไปอีกครั้ง อูฮยอนน่ามอง
น่ามองไปหมดทุกส่วน
จุ๊บ!
สัมผัสแผ่วเบาที่ริมฝีปากเกิดขึ้นอีกครั้งแต่เพียงครั้งนี้เป็นเพียงการแตะสัมผัสเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น มือหนาปัดผมหน้าม้าที่ยาวเกือบจะทิ่มตาออกไป
ก่อนจะยิ้มออกมา
“ยิ้มอะไรฮะ”
อูฮยอนถามออกไปเมื่อเห็นว่าอีกคนยิ้ม
ไม่ใช่ยิ้มมุมปากหรือยิ้มที่มีอะไรแอบแฝงเหมือนก่อนหน้าแต่เป็นยิ้มที่ยิ้มออกมาจริงๆ
สังเกตจากดวงตาเรียวที่ดูมีความสุขไปด้วยแต่พอเห็ฯอีกคนเป็นแบบนั้น
ราวกับว่าการยิ้มนี้มันเป็นโรคติดต่ออูฮยอนจึงเหมือนกับติดโรคนั้นมาด้วย
“แล้วคุณล่ะยิ้มทำไมหืม”
กดจมูกฝังลงไปบนแก้มนุ่มอีกหนึ่งที
“ก็เห็นคุณยิ้มนี่ ผมถามก่อนนะซองกยูตอบมาสิครับ” คนอายุน้อยกว่าที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
เค้าถามก่อนคนตาขีดยังไม่ยอมตอบแถมยังมาถามกลับอีก
ขี้โกงจริงๆก็ขี้โกงตั้งแต่ฉวยโอกาสเรื่องเมื่อกี๊แล้วหล่ะ
“ยิ้มเพราะมีความสุขไงครับ
เพิ่งรู้ว่ามีแฟนน่ารักขนาดนี้”
“...”
นัมอูฮยอนหยุดนิ่งกับคำพูดของคนด้านบน
นี่คิมซองกยูจริงๆหรือเปล่าทำไมคำพูดนี้มัน
“เลี่ยน
แต่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันนะ” แววตาซุกซนขออูฮยอนปรากฏขึ้นจนอีกคนสังเกตได้
“รู้อะไรครับเด็กดื้อ”
“ว่าแฟนผมไม่มีตา..อื้อ”
ทันทีที่ประโยคนั้นออกมาจากปากคนอายุน้อยกว่า
ริมฝีปากบางที่เพิ่งจะละออกจากกันเมื่อสักครู่ก็ประทับลงไปใหม่อีกครั้งเรียวลิ้นหนาที่เกี่ยวกระหวัดกับเรียวลิ้นเล็กด้านในโพรงปาก
กวาดชิมความหวานจนหมดสิ้น
จะบอกว่าเป็นเพราะคำพูดของอูฮยอนงั้นหรือซองกยูถึงจัดการปิดปากคนตัวเล็กนี่
หรือไม่ก็เพราะซองกยูอยากจะทำแบบนี้อยู่แล้วต่างหาก ไม่ว่าอูฮยอนจะพูดอะไรออกมา
เขาก็จะปิดปากเด็กน้อยคนนี้อยู่ดี
“ฮ่ะ...อือ
อืมมม” กำปั้นเล็กทุบลงที่แผ่นอกคนช่างเอาเปรียบ
เสียงหายใจหอบหนักยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อซองกยูปล่อยให้เรียวปากอิ่มเป็นอิสระ
อูฮยอนผลักอกอีกคนเบาๆก่อนจะลุกขึ้นนั่งเอนหลังพิงกับพนักโซฟาอย่างหมดแรง
ส่วนคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้น่ะหรอ ก็นั่งยิ้มอยู่น่ะสิ
มือหนาจับหัวของอีกคนที่เอนลาดไปตามแนวรูปของโซฟาให้เอนมาซบที่ไหล่
ลูบศีรษะอีกคนไปมาก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ
จูบแค่นี้ถึงกับหมดแรงเลยหรือไงนะอูฮยอน
“อยากไปเที่ยวหรือเปล่าครับ”
ซองกยูเอ่ยถามเด็กน้อยที่นอนหอบหายใจพิงหัวไหล่ของตนอยู่
อูฮยอนผละตัวลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังหายใจแรงแบบนั้นก่อนจะถามคนตรงหน้าออกไป
“เที่ยวไหนฮะ”
“ก็ไม่เชิงเที่ยวหรอกผมจะไปเจรจาธุรกิจน่ะ
แต่จะเลยไปเกาะด้วยคุณจะไปมั้ยอูฮยอน”
เที่ยวเกาะงั้นหรอ..
อูฮยอนคิดตามคำพูดของอีกคนนับว่ามันน่าสนใจไม่น้อย
หัวทุยๆทิ้งเหมะลงบนหน้าตักของร่างสูง
พลางเงยหน้าพูดกับอีกคนอย่าร่าเริงจนซองกยูอดแปลกใจไม่ได้
“ซองจงไปด้วยมั้ยฮะ”
“ก็น่าจะไปนะ
ทำไมหรอหืม” ติดใจลีซองจงไปแล้วหรือไง
หมั่นไส้นักมือเรียวบิดจมูกคนบนตักไปหนึ่งทีแต่กลับได้เสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าตัวกลับมาแทน
ไม่ใช่กำปั้นหรือฝ่ามืออย่างที่ผ่านมา
“งั้นผมก็ไปสิครับ
ไปแต่งตัวก่อนนะ”
จุ๊บ
อูฮยอนผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วขโมยหอมแก้มคนอายุมากกว่าไปหนึ่งทีก่อนจะหอบถุงช้อปปิ้งของตัวเองขึ้นห้องไป ท่าทางกระโดดโลดเต้นเหมือนกับเด็กน้อยอายุสิบขวบ
เรียกเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มของคนที่นั่งดูได้ไม่ยาก
นี่เราเลี้ยงเด็กไว้ในบ้านหรือไงวะ
เบื้องหน้าของนายเหนือหัวแห่งแบล็กไดมอนด์คือท่าเรือขนาดใหญ่แถบชิโกกุ
ข้างกายของมาเฟียหนุ่มคือเด็กน้อยสุดแสบในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีขาว ซองกยูอุตส่าห์ขัดคนตัวเล็กให้ใส่เสื้อผ้าตัวอื่นก่อนจะออกมาแต่ก็ไม่เป็นผล
ในเมื่อเจ้าตัวดื้อดึงแกมออดอ้อนว่าจะใส่ชุดนี้ออกมาให้ได้
และตอนนี้ซองกยูเองก็ออกจะหัวเสียอยู่ไม่น้อยในเมื่อตอนนี้พวกเราอยู่ที่ท่าเรือและในอีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้าเราก็ต้องออกเรือไปเกาะทั้งๆที่รอบข้างมีแต่น้ำแบบนี้ทำไมอูฮยอนยังอยากจะใส่เสื้อที่มันเสี่ยงจะโป๊แบบนั้นด้วย
ถ้าหากว่าเจ้าตัวเปียกน้ำล่ะนี่เด็กนี่ไม่คิดว่าเค้าจะหวงหรือไงกัน
และตอนนี้คนที่ทำให้ท่านประธานหนุ่มของคิมบีดีกรุ๊ปหัวเสียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนกลับกำลังหัวเราะคิกคักราวกับไม่รู้สึกถึงความผิดของตัวเอง
แต่ที่จริงจะบอกว่าเป็นความผิดของอูฮยอนก็ไม่ถูกนัก
เพราะว่ามันอาจจะเป็นที่ซองกยูเองก็ได้ที่ หวงอีกคนมากเกินไป
มือถือเครื่องหรูของลีซองจงถูกยกขึ้นมาถ่ายรูปแทบจะนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่พวกเค้าเหยียบถึงท่าเรือ และก็ไม่อยากจะเดาว่าหากไปถึงซูตะเด็กแสบสองคนนี้จะเซลฟี่จนลืมคนรอบข้างแค่ไหนกันเชียว
“ซองยอลสั่งให้คนของเราคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆนะ
แล้วนายสองคนก็ตามฉันเข้าไปข้างใน” ซองกยูสั่งการกับมือขวาหนุ่มก่อนที่จะเข้าไปข้างใน
อูฮยอนไม่ใช่คนที่จะควบคุมได้ง่ายๆและยิ่งรู้ว่าถูกบังคับก็จะยิ่งดื้อไปกันใหญ่
เพราะฉะนั้นต้องให้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆในขณะที่เขาเข้าไปคุยธุระด้านใน
“ครับ”
อีซองยอลเดินเลี่ยงออกไป
ซองกยูหันไปพยักหน้าให้กับโฮวอนที่ยืนรออยู่แล้วก่อนจะเดินไปพร้อมกัน
“บ้านคุณริวอยู่อีกไกลแค่ไหน”
ซองกยูถามอีโฮวอนเพราะเขาไม่เคยเจอกับเจ้าของที่มาก่อน
เพราะก่อนหน้านี้ทั้งหมดโฮวอนเป็นคนจัดการซองกยูได้เพียงแค่มาดูที่ทางที่นี่ครั้งคราวเท่านั้น
เดินมาไม่นานบ้านทรงดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า อีโฮวอนเดินเข้าไปก่อน
มือหนากดกริ่งหน้าประตูอยู่สักพักแต่ก็ไม่มีใครออกมาเปิด
“แปลก”
“แปลกยังไง”
ซองกยูเอ่ยถามกับมือซ้ายคนสนิท
อะไรกันที่โฮวอนบอกว่าแปลก
“คุณริวไม่เคยเปิดประตูช้า และคุณริวอยู่บ้านตลอดเวลา” พูดจบอีโฮวอนก็พลักประตูเข้าไปทันทีโดยไม่รอเสียงทักท้วงจากซองกยู
ว่าคุณริวเจ้าของบ้านอาจจะมีธุระจำเป็นถึงไม่อยู่บ้าน ทำให้ไม่มีใครออกมาเปิดประตูแต่ร่างโปร่งก็เดินตามโฮวอนเข้าไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
และก็ดูเหมือนว่าข้อสมมติฐานของมือซ้ายร่างหนาจะถูกต้อง
ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็พบกับข้าวของที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นบ้าน
แปลกจริงๆด้วย
“คุณริว!!”
เสียงตะโกนของโฮวอนเรียกสายตาของนายเหนือหัวให้มองตามไปทางต้นเสียง
โฮวอนกำลังพยุงร่างของใครบางคนที่ล้มฟุบอยู่กับพื้นขึ้นมาก่อนจะพาไปนอนที่โซฟา ซองกยูมองใบหน้าที่ไม่คุ้นตาของชายร่างท้วม
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ และคราบเลือดราวกับโดนทำร้ายมา ก่อนดวงตาเรียวจะสะดุดกับรอยอะไรบางอย่างที่เด่นชัดตัดกับสีผิวของคนที่นอนสลบไม่ได้สติอยู่ รอยแดงเป็นเส้นยาวบริเวณรอบลำคอ
โดนรัดคองั้นหรอ
“นี่คือคุณริว
เจ้าของท่าเรือ” อีโฮวอนอธิบายกับเจ้านายของตน
พลางลอบมองชายร่างท้วมที่หมดสติอยู่บนโซฟา
เสียงถอนหายใจหนักๆดังมาเมื่อพวกเขาพลาด...โฮวอนคิดแบบนั้น พวกเขามาช้าเกินไปและไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้
‘ ทาคุยะ ริว ’เป็นแบบนี้มันย่อมไม่มีเจตตนาดีกับคิมซองกยูแน่นอน และเผลอๆอาจจะเป็นพวกเดียวกันกับที่เผาโกดังในโคเบะตอนนั้นก็ได้
“พวกมันกะจะเอาถึงตาย”
“เอายังไงดี”
โฮวอนหันมาถามความเห็นจากคนที่มีอำนาจสูงสุด ก่อนจะได้คำตอบที่เขาก็คิดไว้ไม่ต่างกันออกมา
“ส่งคนของเรามาคุ้มกันจนกว่าคุณริวจะหายและการเซ็นสัญญาสิ้นสุด”
เอ่ยบอกกับโฮวอนก่อนจะหันมาพูดอีกประโยคกับมือขวาหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไปตามซองจงมาดูอาการคุณริวแล้วก็ให้คนของเราตรวจดูรอบๆว่าเจออะไรบ้าง”
ไม่ว่าจะเป็นใครแต่มันจะทำแบบนี้ได้อีกไม่นานแน่
อูฮยอนนั่งหย่อนขาอยู่ตรงสะพานไม้เพียงลำพังขาเล็กแกว่งไปมาราวกับเบื่อที่ต้องอยู่คนเดียวมาพักใหญ่
เมื่อสักครู่คุณซองยอลก็มาตามตัวซองจงไปทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณหมอหน้าหวานก็ได้แต่บอกว่าจะไปแป๊ปเดียวให้อูฮยอนนั่งรออยู่เฉยๆตรงนี้แถมยังกำชับแกมสั่งด้วยว่าอย่าไปซนที่ไหน
นี่ซองจงก็เห็นเค้าเป็นเด็กไปอีกคนหรือไงกัน
คิดแล้วก็หงุดหงิดชะมัด
สิ่งเดียวที่สามารถทำแก้เบื่อได้ในตอนนี้ก็คือเกมในโทรศัพท์มือถือนี่แหละแต่ในอารมณ์แบบนี้ขนาดเล่นเกมยังแพ้เลย เริ่มจะเบื่อแล้วนะอูฮยอนคล้ายๆจะเป็นเด็กสมาธิสั้นนิดๆเพราะฉะนั้นอยู่เฉยๆได้ไม่นานก็ต้องหาเรื่องมาทำจนได้
ด้านล่างสะพานที่เค้านั่งอยู่เป็นน้ำทะเสสีฟ้าใสจนมองเห็นทรายขาวๆด้านล่างและบนทรายขาวละเอียดนั้นอูฮยอนก็มองเห็นเจ้าปูตัวเล็กๆน่ารัก
บนหลังของมันมีเปลือกหอยอันใหญ่ปกคลุมอยู่
กล้องโทรศัพท์มือถือถูกเปิดขึ้นทันทีร่างเล็กลุกขึ้นนั่งคุกเข่ากับพื้นสะพานโน้มตัวไปด้านหน้าใช้มือข้างซ้ายที่ว่างยึดกับพื้นสะพานไว้พลางมือข้างขวาก็ยื่นออกไปเพื่อจะถ่ายรูปสัตว์น้ำที่ตนเพิ่งจะเจอมันอยู่ด้านล่าง
“อื้อ
อีกนิดเดียว” ร่างเล็กยื่นแขนออกไปจนสุดแล้วแต่ภาพในเฟรมก็ยังดูเล็กอยู่ดี
ดังนั้นจึงต้องใช้ความพยายามอีกนิดในการยื่นมือออกไปข้างหน้าและเลื่อนมือที่จับอยู่กับพื้นสะพานออกมาอีกหน่อยเพื่อให้เอนตัวไปได้มากขึ้น แต่อูฮยอนกลับไม่ทันสังกตุว่าพื้นไม้ตรงนั้นมีคราบอะไรบางอย่างอยู่
และมันก็ทำให้คนที่กำลังชะโงกหน้าลงไปเต็มที่แบบนั้นลื่นเอาง่ายๆ
จนร่างเล็กเกือบจะคว่ำหน้าตกลงจากสะพาน
“อ้ะ...เห้ย!!”
ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงลงไปที่ผิวน้ำ
สัมผัสที่คุ้นเคยจากมือหนาที่รัดรอบเอวไว้ดึงตัวเขาเข้ามาด้านในได้ทันพอดี
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเข้มที่เอ่ยแกมดุ
“นี่ปล่อยให้อยู่คนเดียวแป๊ปเดียวคุณเกือบทำผมหัวใจวายแล้วนะอูฮยอน”
ดันอีกคนออกจากอ้อมกอด คิมซองกยูลุกขึ้นยืนพลางดึงมือคนที่เขาเพิ่งจะดุไปให้ลุกตามมา
“ก็ผมจะถ่ายรูปนี่
แต่พื้นมันลื่น” คนรู้สึกผิดเอ่ยเสียงอ่อยก่อนจะนึกขึ้นด้ว่าตอนนี้โทรศัพท์มือถือไม่ได้อยู่ในมือของตนเอง
อูฮยอนรีบวิ่งไปริมสะพานชะโงกหน้าลงไปดูที่พื้นน้ำ
ซองกยูเมื่อเห็นอีกคนวิ่งออกไปแบบนั้นก็รีบเดินตามแล้วมาจับแขนร่างเล็กไว้ทันที
กลัวว่าอีกคนจะตกลงไปอีก
“ซองกยู”
เสียงหวานเอ่ยเรียกใบหน้าที่ดูหงอยๆหันมาเผชิญหน้ากันก่อนใบหน้าที่ดูหงอยเมื่อสักครู่จะถูกเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแหยๆตามฉบับเด็กที่กำลังรู้สึกผิดกับอะไรสักอย่าง
“หืมว่าไงครับ”
โยกศีรษะอีกคนไปมา “จะอ้อนเอาอะไรอีกหรือไง”
“โทรศัพท์ผมเอ่อ...คือมันตกลงไปในนั้นอ่ะ”
มือเล็กชี้ลงไปที่ใต้สะพาน
คงจะเป็นตอนที่ซองกยูดึงตัวเขามาด้านหลังทำให้โทรศัพท์หลุดมือตกลงไปข้างล่าง
“แล้ว?” ทำเป็นสงสัยเพื่อแกล้งอีกคน
รู้อยู่หรอกว่าเด็กแถวนี้จะอ้อนเอาเครื่องใหม่แต่อูฮยอนคงลืมไปแล้วหล่ะมั้งว่าบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินของคิมซองกยูถูกเจ้าตัวนั่นแหละยึดไปเมื่อคืนก่อน
“ขอซื้อใหม่ได้มั้ย”
ดวงตาหวานกระพริบปริบๆอยู่ตรงหน้า
ดูทำหน้าเข้ามันน่าเขกหัวสักทีจริงๆแต่ที่ทำเมื่อกี้ถือว่าน่ารักคงเขกไม่ลงแน่ และตามเสต็ปแพ้ทางแฟนเด็กอย่างซองกยูก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆเป็นอันว่าตอบตกลงก่อนจะรู้สึกถึงแรงโถมเข้าใส่จนเซถลาไปด้านหลัง เป็นเด็กดื้อคเดิมที่ยืนหงอยอยู่เมื่อสักครู่แต่ตอนนี้กระโดดเข้ามากอดเขาเต็มๆ
เหมือนลูกลิงยังไงยังงั้น
ซองกยูใจดีที่สุด
ทั้งสองคนเดินออกจากสะพานไม้ตรงนั้น
อูฮยอนไม่รู้ว่าอีกคนจะไปไหนแต่แค่เดินตามแรงดึงจากมือหนาที่กอบกุมกันอยู่ก็เท่านั้น ซองจง โฮวอน และซองยอลยืนรออยู่ด้านหน้า ทันทีที่ซองกยูเดินไปถึงคุณหมอหน้าหวานก็รีบเข้ามารายงานเรื่องที่ตนเพิ่งจะได้รับมอบหมายมา
“เป็นยังไงบ้าง”
ไม่รอให้อีกคนพูดก่อน ซองกยูชิงถามขึ้นมาถึงอาการของ ทาคุยะ ริว
“มีแค่รอยฟกช้ำ
ให้ยากับทำแผลเรียบร้อยแล้วครับพรุ่งนี้น่าจะฟื้น” อาการของชายร่างท้วมไม่น่าเป็นห่วงมากเท่าไหร่
อีกทั้งตอนนี้ก็มีคนของแบล็กไดมอนด์คุ้มกันอยู่ด้วย
“ซองยอลแล้วเราเจอหลักฐานอะไรบ้าง”
“เจอนี่ครับ”
มือขวาหนุ่มยื่นวัตถุขนาดเล็กที่คุ้นตามาให้กับนายเหนือหัวตรงหน้า ดวงตาเรียวพิจารณาวัตถุที่อยู่ในมืออย่างคุ้นตา
สัญลักษณ์เอ็มเอสกรุ๊ป
“พวกเดียวกับที่โคเบะ”
อีโฮวอนเอ่ยเสียงเข้มสีหน้าครุ่นคิด
ไม่รู้ว่าคนพวกนี้ต้องการอะไรถึงเล่นงานเราไม่หยุดแบบนี้และที่สำคัญเรายังจับมันไม่ได้
และอีกอย่างมันยังใช้เข็มกลัดปลอมนี่อีกแสดงว่าพวกมันคงยังไม่รู้ว่าทางเราไม่ได้เข้าใจเอ็มเอสผิดอย่างที่มันต้องการ
“พวกมันอีกแล้วสินะ
”
นัมอูฮยอนที่ยืนมองคนรักพูดคุยกับมือขวามือซ้ายทั้งสองอยู่ห่างๆ
อูฮยอนไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจของร่างสูงมากเท่าไหร่
อย่ามากก็แค่ได้ส่งอาวุธให้เท่านั้น
ส่งอาวุธ
พอนึกถึงคำนี้ก็อดคิดถึงหลี่เจิ้งซานไม่ได้ เหตุการณ์ในตอนนั้นมันอาจจะเป็นฝันร้ายสำหรับอูฮยอนมาหกเดือนแต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว
ฝันร้ายมันหมดไปตั้งแต่เข้ามาเหยียบที่โอซาก้าตั้งแต่ที่ได้เห็นซองกยูแต่ที่ยังเหลือก็คือการที่นึกถึงหลี่
เจิ้งซาน คนที่เปรียบเสมือนผู้ใหญ่ใจดีสำหรับเด็กอย่างเขา
“ไปซูตะกันได้แล้ว”
ซองกยูเอ่ยบอกคนสนิททั้งสองเมื่อเห็นว่าเราใช้เวลาที่ท่าเรือมากกว่าที่คิดไว้มาก
ซองยอลและโฮวอนเลี่ยงออกไปเตรียมเรือส่วนนายเหนือหัวแบล็กไดมอนด์เดินกลับมาหาเด็กน้อยที่ยืนรออยู่กับซองจงด้านหลัง
อูฮยอนเป็นเด็กน่ารักอย่างหนึ่งคือในเรื่องงานที่เขาไม่อยากให้อูฮยอนมาเกี่ยวข้องเพราะซองกยูกลัว เขากลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเหมือนตอนที่เกาลูน
และอูฮยอนก็เหมือนจะรู้ดีว่าซองกยูต้องการแบบนั้นเจ้าตัวถึงไม่ค่อยถามถึงเรื่องงานหรือเข้ามาวุ่นวายมากนัก
เวลาที่เขาคุยงานเจ้าตัวก็จะยืนรอเฉยๆหรือเล่นกับซองจงฆ่าเวลา
น่ารักจนไม่รู้จะรักยังไง
“ไปเกาะกันครับ”
“ตอนนี้หรอฮะ”
“ตอนนี้เลยครับ”
ทั้งหมดขึ้นเรือลำเดียวกันมุ่งหน้าไปยังซูตะ
ตามมาด้วยเรือที่ประกบด้านข้างทั้งสองข้างและนำทางด้านหน้าและระวังหลังอีกหนึ่งลำเพื่อคุ้มกันคนสำคัญของแบล็กไดมอนด์
“ซองกยู”
“ว่าไงครับ”
ลูบผมอีกคน ตอนนี้อูฮยอนดูหน้าซีดๆแถมเหงื่อก็ออกเยอะ
“ผมว่าผมเมาเรือ”
เสียงอ่อนแรงแผ่วเบาถูกส่งมาให้ได้ยิน
ก่อนที่อูฮยอนจะพิงศีรษะลงที่ไล่ลาดของคนรักที่นั่งอยู่ข้างกัน
“งั้นออกไปรับลมหน่อยดีมั้ย
จะได้ดีขึ้น” ซองกยูพยุงตัวอีกคนขึ้นและพาร่างเล็กไปนั่งที่ด้านหน้า
ร่างสูงนั่งเหยียดขาไปด้านหน้าจับอีกคนที่เริ่มสะลึมสะลือและหน้าซีดราวกับแผ่นกระดาษให้นั่งหันหน้าออกไปด้านหน้าจับแผ่นหลังบางให้เอนลงมาพิงที่ตัวเขา
“มองออกไปไกลๆนะ”
อูฮยอนทำตามที่ซองกยูบอกดวงตาหวานมองออกไปข้างหน้า
และมันคงไกลพอจนเห็นเส้นขอบของน้ำทะเลสีฟ้าครามจรดกับเส้นขอบฟ้าสีเหลืองทอง
ลมเย็นๆที่กระทบใบหน้าทำให้รู้สึกดีขึ้นจากอาการเวียนหัวและคลื่นไส้
เปลือกตาบางปิดลงพิงศีรษะลงไปเต็มแรงกับแผ่นอกหนาที่รองรับอยู่ด้านหลัง สัมผัสแผ่วเบาบริเวณกลางหัวมือหนาที่คอยลูบไปมาทำให้อูฮยอนเคลิ้มจนใกล้จะหลับ
กับลมหายใจที่รินรดอยู่แถวกระหม่อมไหนจะจมูกคมที่ปัดผ่านไปมาบริเวณแก้มนวล
ไม่ได้กำไรไม่ใช่ซองกยูสินะ
“หลับก็ได้นะอูฮยอน
ถ้าถึงแล้วเดี๋ยวผมจะปลุกคุณเอง ”
ราวกับว่าคำพูดนั้นของซองกยูเหมือนกับสวิตซ์ที่พอกดแล้วเปลือกตาของอูฮยอนก็ปิดลงทันที ลมหายใจที่สม่ำเสมอบ่งบอกได้ดีว่าคนในอ้อมแขนเข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว
“ฝันดีนะอูฮยอน”
***Talk ; ตอนนี้มันไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่(อย่าด่าเราเลยยย)ตามพล็อตจริงๆมันยาวกว่านี้แต่เราพิมพ์ไปพิมพ์มามันก็เกือบหกพันคำแล้ว
ถ้าทำตามที่วางไว้มันคงเกินหมื่นคำแน่ๆเรากลัวทุกคนจะเหนื่อยถ้าอ่านเยอะแบบนั้น555(ข้ออ้างของคนขี้เกียจเหอะ)
เดะมันไม่สนุกตอนต่อไปจะมาให้เร็วขึ้นนะคะ #osanything //เอาจริงๆใครคิดว่าเราควรปรับปรุงตรงไหนบ้างอะไรที่เรายังบกพร่องบอกได้เลยนะคะ
ดีเอ็มไปในทวิตหรือบอกในแท็กก็ได้(อยากรู้ข้อเสียของตัวเองจริงๆ) >< เจอกันตอนหน้าค่ะ
@HYPNOSIS137 @anythingELF

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น