LoveChain: GyuWoo I
-1-
“เราก็มาทำความรู้จักกันให้มากขึ้นสิฮะ”
สิ้นสุดประโยคใบหน้าหวานของอูฮยอนก็เลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าคมของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า คิมซองกยูมองจ้องเข้าไปในแววตาของร่างเล็กอย่างไม่ปิดบัง คนตรงหน้าที่เขามองว่าดูเหมือนนักท่องราตรีที่มีความกล้าในเรื่องอย่างว่าพอสมควร แต่ทว่าถ้าเขาไม่สังเกตุเห็นแววตาที่วูบไหวแฝงความไม่มั่นใจอยู่ในท่าทียั่วยวนที่เจ้าตัวแสดงออกมา บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่ามันน่ารักมากกว่าดูเซ็กซี่ซะอีก น้ำเสียงโทนหวานที่เอ่ยคำพูดที่พยายามแสดงความมั่นใจแต่ปลายหางของเสียงนั้นก็สั่นไหวอยู่ไม่น้อย
ใบหน้าหวานเคลื่อนเข้ามาช้าๆจนตอนนี้ใบหน้าของเราห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น แต่คนตรงหน้าที่รุกเขาก่อนนี่สิกลับหยุดไปดื้อๆ
ท่าทีเหมือน....กำลังชั่งใจอยู่
ทำให้ชายหนุ่มต้องเคลื่อนใบหน้าของตนเข้าไปใกล้พร้อมกับจับใบหน้าหวานของอีกคนเข้ามาหา บดเบียดกลีบปากลงไปขบเม้มชิมความหวานจากริมฝีปากสีแดงสดมือข้างขวาประคองศีรษะของคนตัวเล็กเอาไว้ ส่วนมือข้างซ้ายที่วนเวียนอยู่ตรงเอวบางเลื่อนไล้ไปทั่วร่างก่อนจะผลุบหายเข้าไปในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของคนที่เขากำลังช่วงชิงลมหายใจ
ลิ้นหนาแตะเข้ากับแนวฟันของอีกคนเพื่อขออนุญาตเข้าไปตักตวงความหวานภายใน นัมอูฮยอนเผยอริมฝีปากออกเล็กน้อยพอให้ลิ้นของซองกยูเข้าไปกวาดต้อนชิมความหวานภายในอย่างร้อนแรง ลิ้นเล็กๆของร่างบางตอบรับอย่างไม่ประสีประสาแต่นั่นก็ถูกใจซองกยูยิ่งนัก
“อ่ะ อื้อ...อื้มม” เสียงครางหวานหลุดออกมาจากร่างเล็กของนัมอูฮยอน ตอนนี้เขารู้สึกว่าออกซิเจนในตัวใกล้จะหมดแล้ว มือเล็กจึงทุบเข้าที่อกแกร่งของชายหนุ่มที่เป็นคนแย่งเอาอากาศของตนไป
“ฮ่ะ...แฮก” เสียงหอบหนักดังขึ้นทันทีที่ริมฝีปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ใบหน้าที่ขึ้นสีกับริมฝีปากที่บวมเจ่อจากรสจูบเมื่อสักครู่ทำให้ร่างเล็กมีเวลาสูดอากาศได้ไม่นานนัก เพราะคนเจ้าเล่ห์ที่เพิ่งเจอกันไม่นานก็มาแย่งเอาลมหายใจกันไปอีกครั้ง
ทั้งที่เพิ่งเจอกันแต่บอกเลยว่าคิมซองกยูถูกใจคนคนนี้ ท่าทางที่แสดงออกมากับอาการของเจ้าตัวตอนนี้มันช่างสวนทางกันแต่เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้เขาสนใจเด็กคนนี้ขึ้นมา
ทั้งๆที่
ไม่เคยรู้สึกสนใจใครมากขนาดนี้มานานแล้ว
ใบหน้าคมละออกมาจากริมฝีปากนุ่ม เคลื่อนต่ำลงไปกดจูบ ขบเม้มบริเวณต้นคอขาวดูดดึงผิวเนื้อจนขึ้นรอยแดงจางๆประปรายไปทั่วลำคอของคนที่นอนหอบหายใจอยู่บนตัก ชายหนุ่มเคลื่อนต่ำลงไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเผยให้เห็นหน้าอกบาง ผิวขาวดุจน้ำนมของคนใต้ร่าง ซองกยูฝังไปหน้าลงไปบนร่างกายเล็กๆที่สั่นระริกอยุ่ใต้ร่างของเขา
ฟันคมกำลังจะขบเม้มเข้าที่ยอดอกบาง
“คร่อก.....งือ” เสียงประหลาดที่ดังขึ้นมา ทำให้ซองกยุต้องเงยหน้าจากการเชยชมเหยื่อแสนหวานของคนเพื่อมองหาที่มาของเสียงและต้นตอก็คือร่างเล็กในอ้อมกอดของตนที่ชิงหลับไปซะก่อน ทั้งที่ๆตัวเองเข้ามาเริ่มก่อนแต่กลับไม่รับผิดชอบอะไรๆที่ตอนนี้มันกำลังร้อนรุ่มอยู่เนี่ยนะ
ทั้งๆที่เรากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มแต่คงเพราะสติที่เลือนรางด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้คนที่ดูท่าว่าจะคออ่อน หลับคอพับไปซะได้ทั้งๆที่อยู่ในอารมณ์แบบนี้
“หึ...เด็กน้อยจริงๆ” ซองกยูลูบหัวคนที่สลบไสลบนตัวของเขาก่อนจะติดกระดุมเสื้อเชิ้ตให้เหมือนเดิม
“คุณซองกยูคะ..ครับ รถพร้อมแล้ว” อีซองยอลที่เตรียมรถตามคำสั่งของผู้เป็นนายเสร็จเรียบร้อย และกำลังจะขึ้นมารายงานอดแปลกใจกับภาพที่เห็นหนุ่มน้อยร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมอกผู้เป็นนายของตนไม่ได้
มันแปลก
แปลกมากๆ สำหรับคนที่เพิ่งเจอกันไม่นานที่คุณคิมจะให้ใครมาถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้
แต่ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้นก็คือ เจ้านายของเขาอุ้มคนตัวเล็กที่กำลังหลับอยู่นั้นเดินลงบันไดไปแล้วพร้อมกับเสียงห้าวที่ออกคำสั่งมาที่มือขวาของตน“สืบข้อมูลเด็กคนนี้มาให้ฉันด้วย” มือขวาหนุ่มพยายามเพ่งมองใบหน้าคนที่อยู่ในอ้อมอกของเจ้านายเพื่อจดจำรายละเอียดไปสืบข้อมูลตามคำสั่งของคิมซองกยู
ภาพแบบนี้อีซองยอลอาจจะเคยเห็นบ้างระหว่างเจ้านายของตนกับคู่ควงบางคน แต่ที่ไม่เคยได้เห็นตั้งแต่ทำงานกับตระกูลคิมมาก็คือการที่คุณซองกยูอุ้มใครกลับบ้านด้วยนี่แหละ
ทำเอามือขวาหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้...
แสงสีทองยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมตรงหน้าต่างเข้ามากระทบกับเปลือกตาบางของร่างเล็กที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงขนาดใหญ่สีขาวภายในห้องชุดสุดหรู คนตัวเล็กที่ยังไม่ตื่นจากนิทราอย่างเต็มตาบิดขี้เกียจไปมาบนที่นอนหนานุ่ม
สบายแบบนี้ใครเขาอยากจะตื่นกัน
แต่เอ๊ะ...ตอนอยู่บ้านคีย์เขาไม่ได้นอนที่นอนนุ่มขนาดนี้นี่หว่า...
“งื้ออ” อูฮยอนพยายามฝืนลืมตาขึ้นมาก็พบกับสถานที่แปลกใหม่ที่เขาไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ไม่ใช่บ้านคีย์
ไม่ใช่ห้องของเขาที่บ้าน
แล้วนี่ที่ไหน....
ห้องที่ดูแล้วขนาดเท่าบ้านของคีย์ทั้งหลังเลยก็ว่าได้ โทนห้องเป็นสีน้ำตาลตัดกับสีครีมทำให้ห้องนี้ยิ่งดูหรูหรา ราคาคงจะแพงไม่ใช่เล่นแต่ที่ทำเอาตาเล็กๆของอูฮยอนเบิกได้กว้างกว่านี้ก็คือ วิวทิวทัศรอบกรุ่งโซลที่อีกฝั่งหนึ่งของห้องนี้เป็นกระจกใสรอบทั้งหมดทำให้เห็นภาพบรรยากาศภายนอกได้ชัดเจน เจ้าของห้องคงรวยไม่ใช่เล่นแฮะถึงได้มีห้องหรูๆและดูท่าว่าห้องนี้คงจะอยู่ชั้นบนสุดของตึก เพราะจากวิวที่มองผ่านกระจกออกไปก็ไม่เห็นมีตึกไหนที่บดบังทัศนียภาพของตึกนี้ไปได้
ดวงตาคู่หวานมองไปรอบๆสถานที่แปลกใหม่ที่ตนไม่คุ้นตาอย่างสำรวจ ในห้องมีเพียงแค่เตียงนอนขนาดใหญ่ถึงจะเรียกว่าใหญ่มากก็ไม่แปลก ทางปลายเตียงมีทีวีจอใหญ่ติดอยู่ที่ผนังขนาบข้างด้วยชั้นลอยวางหนังสือทั้งสองด้าน ทางฝั่งซ้ายของห้องมีห้องน้ำในตัว และเยื้องๆกันนั้นมีประตูทางออก
ไวเท่าความคิดขาเล็กๆของอูฮยอนก้าวไปประชิดประตูสีขาวบานใหญ่ก่อนจะลองหมุนลูกบิดดูและพบว่า
มันไม่ได้ล็อก
สองมือเล็กค่อยๆหมุนลูกบิดอย่างเบามือ
‘แกร๊ก’ เมื่อประตูเปิดออกอูฮยอนทำท่าจะก้าวออกไปทันที แต่ดีตรงที่ดวงตานั้นไวกว่าจึงทันได้สังเกตว่าห้องนอนที่อูฮยอนยืนอยู่นี่มันเป็นห้องที่เชื่อมต่อกับอีกห้อง ซึ่งดูแล้วเหมือนจะเป็นห้องทำงานของใครสักคนที่พาเขามาอยู่ที่นี่ แต่ดวงตาหวานก็เหลือบไปเห็นที่ตรงโซฟามุมห้องนั้นมีชายสองคนกำลังคุยกันอยู่ อีกคนนั่งพูดเหมือนออกคำสั่ง ส่วนอีกคนก็ยืนเรียบร้อยเชียว
คงเป็นเจ้านายกับลูกน้องแหละมั้ง
นี่ปกตินัมอูฮยอนไม่ค่อยจะมีความอยากรู้เรื่องของคนที่ไม่รู้จักกันหรอกนะ แต่ทำยังไงได้ในเมื่อตอนนี้อูฮยอนอยู่ในท่าทางที่จะเรียกว่า’เผือก’ เรื่องของคนอื่นก็คงไม่ผิด ใบหน้าที่กึ่งยื่นกึ่งหลบอยู่ตรงประตูและพยายามยื่นหูของตนออกไปเพื่อฟังว่าชายสองคนนั้นคุยอะไรกัน แต่เหมือนจะยังไม่ได้ยินแฮะ
มือเล็กของอูฮยอนกำลูกบิดประตูแน่นขึ้นก่อนจะยืดคอออกไปเต็มที่โดยที่ต้องระวังให้ตัวหลบอยู่หลังบานประตู คนตัวเล็กหลับตาปี๋จดจ่อสมาธิเพราะอยากจะรู้จริงๆว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน เกี่ยวกับเขาหรือเปล่า
.
.
.
.
“แอบฟังคนอื่นคุยกันมันไม่ดีนะครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศรีษะของอูฮยอนก่อนที่คนตัวเล็กจะตกใจและเผลอปล่อยมือที่จับอยู่กับลุกบิดประตู
“อ้า..โอ้ยยย” นัมอูฮยอนที่เสียหลักเซลงมาเต็มที่ทำท่าจะร่วงลงไปกองกับพื้น แต่ก็มีวงแขนแข็งแรงของคนที่ทำให้ตกใจมารับไว้ทัน ใบหน้าของอูฮยอนปะทะลงกับอกแกร่งของชายหนุ่ม ใบหน้าแนบชิดจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกคนที่เต้นเร็วไม่แพ้กัน
“ว่ายังไงครับทำไมต้องมาแอบฟัง...หืม”เสียงห้าวของคนที่โอบหลังของเขาอยุ่ดังขึ้น
“บ้าหรอ ใครแอบฟัง ใคร ไม่มีสักหน่อย” คิมซองกยูมองดูคนน่ารักที่ยืนเถียงเขาฉอดๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าเขาน่ะเห็นคนตัวเล็กนี่ตั้งแต่ยื่นหน้าออกไปแอบฟังครั้งแรกแล้วแหละ
“อ้าวหรอ งั้นทำไมผมถึงเห็นเด็กตัวเตี้ยที่ไหนไม่รู้ไปแอบฟัง” ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับทำท่าทางประหนึ่งว่าสงสัยเต็มที “ผมต้องขอโทษด้วยนะที่เข้าใจคุณผิดน่ะ”
“นี่นาย...นายว่าใครเตี้ย” นัมอูฮยอนอดขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจไม่ได้
“ว่าคนที่มาแอบฟังไงครับ ถ้าจับได้นะจะตีให้ก้นลาย” ตอบพร้อมใบหน้าที่แสดงอาการยิ้ม ที่จะเรียกว่ากวนเบื้องล่างก็รู้สึกว่าน้อยไปด้วยซ้ำ
นัมอูฮยอนพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆนับหนึ่งถึงสิบ ถ้าไม่ใจเย็นลงก็กระโดดบีบคอไอคนตรงหน้านี่ได้เลย คนที่เพิ่งเจอกันเขาพูดจากันแบบนี้เหรอ ก่อนที่คนตัวเล็กจะยิงถามคำถามเบสิคตามฉบับนางเอกละครตอนฟื้นจากอุบัติเหตุ
“ทำไมผมถึงมาอยุ่ที่นี่”
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++LoveChain++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“โอ้ย คีย์นะคีย์ทำกันได้”นัมอูฮยอนยืนดึงทึ้งกับตัวเองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนห้องเดียวกับที่ตนตื่นมา แต่จะแปลกไปก็ตรงที่ว่าตอนนี้อูฮยอนอยู่ในชุดสูทสีขาวดูเป็นทางการ แต่ทว่าเมื่อถูกเจ้าของเรือนร่างบอบบางสวมใส่เข้าไปทำให้อูฮยอนยิ่งดูน่ารักและน่าทะนุถนอม
แต่จะถามว่าทำไมเขาถึงได้มาอยู่ในชุดนี้น่ะหรอ
2 ชั่วโมงก่อนหน้า
“ห๊ะ ผมเนี่ยนะจูบคุณ” เสียงเล็กๆร้องขึ้นด้วยความตกใจกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ฟังจากปากของชายตรงหน้า คนอย่างอูฮยอนน่ะหรอจะไปจูบใครก่อนไม่มีทาง และถึงจะมีคนมาจูบเขาก็ไม่ยอมเด็ดขาดเพราฉะนั้นสิ่งที่คนหน้าหล่อตรงหน้านี่พูดเมื่อกี้อาจจะไม่จริง
“ผม ไม่ เชื่อ” พูดเน้นเสียงทีละคำด้วยความขุ่นเคืองนิดๆ
“งั้นคุณอยากจะมาทบทวนความจำเรื่องเมื่อคืนมั้ยล่ะว่าเราทำอะไรกันไปบ้าง” ใบหน้าหล่อของชายหนุ่มเลือนเข้ามาใกล้กับใบหน้าหวานเรื่อยๆ“จะได้ทวนความจำว่าใครกันที่เมาจนไม่รู้เรื่อง แถมยังมานั่งตั่งคนอื่น”
“นั่งตัก”
“แล้วก็มาขโมยจูบคนที่เพิ่งรู้จักกันไป”
“ขโมยจูบหรอ”
“แล้วแถมยังมาชิงหลับก่อนที่เราจะทำอะไรๆ....”
“หยุดๆๆ พอแล้วไม่ต้องพูดแล้ว เชื่อก็ได้” อูฮยอนร้องห้ามชายหนุ่มตรงหน้าก่อนที่เจ้าตัวจะพูดอะไรออกมาอีก คำพูดที่ทำให้อูฮยอนอยากจะมุดแผ่นดินหนี เขาไม่อยากได้ยินมัน
“ฮ่าๆๆ แค่นี้ก็ทนไม่ได้หรือไง” เด็กน้อยเอ๊ย สายตาของคิมซองกยูที่มองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่อนโยน
“ผมขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อคืนก็แล้วกัน ผมขอตัวกลับก่อนแล้วก็” ร่างเล็กเว้นคำพูดของตนระยะหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า แต่พอได้สบแววตาที่อ่อนโยนคู่นั้นก็ทำให้รู้สึกเหมือนว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะยังไงยังงั้น “ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือ”
คนตัวเล็กรีบเดินออกไปที่ประตูแต่เสียงเรียกเข้าของมือถือมันก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก
“ฮัลโหล ว่าไงคีย์”
“ห๊ะ..แล้วฉันล่ะ”
“อืมๆไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันหาที่อยู่ใหม่เองก็ได้” สิ้นสุดสายของเพื่อนรักที่โทรมาบอกว่าตอนนี้’ชเวมินโฮ’คนรักของเพื่อนได้กลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว และนั่นก็หมายความว่าผู้อาศัยอย่างอูฮยอนต้องหาที่อยู่ใหม่แล้วสิ
เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่นเป็นปมเมื่อต้องคิดว่าหลังจากนี้ตนจะไปอยู่ที่ไหน หากจะให้กลับไปทีบ้านขอบอกไว้ตรงนี้ว่าอูฮยอนคนนี้จะไม่กลับไปเด็ดขาด แต่ยังไงอูฮยอนก็ต้องหาที่พักใหม่ให้ได้ แต่ตอนนี้เงินก็เริ่มจะเหลือน้อยแล้วสิแล้วอีกอย่างอูฮยอนเรียนอยู่แค่มหาวิทยาลัยปี1 ทำแค่งานพาร์ทไทม์เงินคงจะพอให้เช่าห้องอยุ่หรอก
“ผมจะให้คุณอยู่ต่อก็ได้นะแลกกับที่คุณต้องช่วยผมบางอย่าง”เสียงห้าวของชายหนุ่มเจ้าของห้องดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับข้อเสนอแปลกประหลาดที่บอกว่าจะให้เขาอยู่ที่นี่ต่อ อูฮยอนควารจะไว้ใจคนแปลกหน้าอย่างงั้นหรอ
แต่ตอนนี้ถ้าจะบอกว่าข้อเสนอของนายคนนั้นแปลกแล้วอูฮยอนคงจะแปลกยิ่งกว่าที่ปากก็พูดตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย
“ผมคิมซองกยู”
“ผมนัมอูฮยอนฮะ”
และนั่นก็ดูเป็นเหตุผลที่บ้าบอที่สุดนัมอูฮยอนจะยังอยู่ที่นี่ต่อ เพราะเขาไม่มีที่ไปอย่างนั้นหรอ หรือเพราะแววตาคู่นั้นที่ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกกลัวสักนิด
“เสร็จรึยังน่ะคุณอูฮยอน”เสียงห้าวของเจ้าของห้องที่เอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะเดินมายืนอยุ่ด้านหลังของอูฮยอน คิมซองกยูอยู่ในชุดสูทสีดำสนิทตั้งแต่เสื้อเชิ้ตข้างในยันเน็กไท และลามไปจนถึงถุงเท้าตานั่นดูเท่ห์ชะมัดแต่ทำไมอูฮยอนต้องใส่สีขาวด้วยล่ะ
“ใกล้เสร็จแล้วเนี่ย” เอ่ยตอบพร้อมกับชูข้อมือให้ดูว่าเขาน่ะกำลังติดกระดุมที่ข้อมืออยู่และกำลังจะแต่งตัวเสร็จแล้ว
ข้อเสนอของคุณคิมซองกยูคนนี้ก็คือการที่ให้อูฮยอนไปออกงานเลี้ยงด้วยในคืนนี้
แค่นั้นเองหรอ ทำไมพวกคนรวยนี่เข้าใจยากจังแฮะ
แต่อูฮยอนก็คิดว่าตัวเขาเองก็คงจะเข้าใจยากเหมือนกันที่ตอบตกลงไปง่ายๆแบบนั้น กับคนที่เพิ่งรู้จักกันแต่กลับไม่ได้มีความรู้สึกหวาดระแวงต่อคิมซองกยูสักนิด อูฮยอนรู้สึกเหมือนตัวเองปลอดภัยมากกว่าเมื่ออยู่กับคนๆนั้น
ทันทีที่แต่งตัวเสร็จเขาก็เดินตามคิมซองกยูมาด้านล่างนี่เป็นครั้งแรกที่อูฮยอนได้ออกมาห้องชุดห้องนั้น ที่พอเปิดประตูออกมาก็เจอทางเดินที่ปูด้วยพรมสีน้ำเงินที่ดูแล้วคงแพงไม่ใช่เล่น และนั่นก็ยิ่งทำให้อูฮยอนคิดว่าตัวเองดูจะตัวลีบลงเรื่อยๆเมื่อต้องเดินบนพรมราคาแพงหูฉี่อย่างระมัดระวังไม่ให้ไปทำพรมของร่างสูงเสียหาย เท่าที่เดินมาเรื่อยๆจนมาถึงลิฟต์ก่อนจะก้าวเข้าไปอยู่ภายในก็ทำให้ร่างเล็กได้รู้อีกอย่างว่าชั้นที่ตนอยู่เป็นชั้นบนสุด และวิวในห้องนอนนั้นก็ไม่แปลกที่มองเห็นได้รอบกรุงโซลขนาดนั้นเพราะชั้นบนสุดของอาคารหลังนี้คือชั้นที่’70’
‘ติ๊ง’ สัญญาณเตือนของลิฟต์ดังขึ้นบ่งบอกว่ามันได้หยุดอยู่ตรงชั้นที่พวกเขาต้องการจะมาเรียบร้อยแล้ว ‘ชั้นที่1’
จากที่สังเกตที่นี่ดูเหมือนเป็นบริษัทของพนักงานกินเงินเดือนธรรมดา เมื่อก้าวออกมาจากลิฟต์ก็พบเจอทั้งพนักงานหรือใครต่อใครเดินกันให้วุ่นไปหมดต่างจากชั้นที่เขาลงมาที่จะมีเพียงแค่ คิมซองกยูและลูกน้องร่างสูงของชายหนุ่มอีกคน เหมือนคนละโลกเลยแฮะ
“นี่บริษัทคุณหรอ”
“แน่นนอนครับ” เอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูท่าจะอารมณ์ดี
ดวงตาคู่หวานกวาดมองๆไปรอบๆสถานที่ที่ตนกำลังเดินอยู่ภายในที่ดูแล้วเรียกว่าใหญ่มากเลยทีเดียว ตัวตึกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เมื่อเดินผ่านฝ่ายเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่อยู่หลังพนักงานต้อนรับทำให้ร่างเล็กอดที่จะหันไปมองไม่ได้
“โหว”เสียงอุทานแผ่วเบาเมื่อคนตัวเล็กอุทานออกมากับตัวเองทันทีที่ได้เห็นชื่อบริษัท
KimBD.Group
คิมบีดีกรุ๊ปหรือคิมกรุ๊ปคือบริษัทส่งออกรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้และเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย ทำไมเขาถึงรู้จักน่ะเหรอก็บริษัทนี้เป็นที่นิยมในหมู่เหล่าไฮโซเซเลปคนดังทำให้มีข่าวออกททีวีทุกวี่ทุกวันนั่นแหละ แต่ที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าก็คือประธานบริษัทตาตี่ที่เดินนำอยู่ต่างหาก เพราะดวงตาของอูฮยอนมัวแต่สนใจไปกับความสวยงามใหญ่โตของบริษัทคิมกรุ๊ปจนลืมสังเกตุว่าคนที่เดินนำอยู่ได้หยุดมองการกระทำของตนนานแล้ว
“คุณกำลังคิดว่าผมหล่อและรวยมากใช่หรือเปล่า ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะที่ดังตามมาหลังจากประโยคที่ฟังดูแล้วคนพูดมันคงจะหลงตัวเองสุดๆ อูฮยอนแทบจะเบ้ปาก คนอะไรหลงตัวเองชะมัด
“นั่นก็ถูกที่คุณพูดมาคุณหล่อและรวยมาก แต่ผมไม่ได้คิด”อูฮยอนตอบอย่างไม่หยี่ระ ไหวไหล่เล็กๆก่อนจะเดินนำออกไป ด้วยท่าทางแบบนั้นทำให้คนที่มองตามอดจะยิ้มออกมาไม่ได้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++LoveChain+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ใช้เวลาไม่นานรถยุโรปคันหรูก็เคลื่อนเข้ามาจอดบริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางกรุงโซล พนักงานต้อนรับของโรงแรมทำการต้อนรับด้วยการเปิดประตูรถและเดินนำเข้าไปด้านใน ทางเข้าจากหน้างานสู่ภายในงานปูด้วยพื้นพรมสีแดงสดทำให้อูฮยอนอดจะคิดในใจไม่ได้ว่านี่ตนกำลังอยู่ในงานประกาศรางวัลปลายปีของพวกศิลปินหรือเปล่า
“อะไร”ร่างเล็กเอ่ยถามเมื่อคิมซองกยูยื่นแขนของตนเองออกมาพลางใช้มืออีกข้างสะกิดหัวไหล่ของเขา
“ควงแขนไง”ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติเหมือนกับว่าเคยควงใครต่อใครมางานแบบไม่ซ้ำหน้าสินะ“เร็วสิครับคุณอูฮยอน ในนั้นน่ะนักข่าวเพียบคุณคงไม่อยากเดินแบบโดดเดี่ยวหรอกนะ” ร่างโปร่งเอ่ยเร่งเร้าเมื่อเห็นว่าอีกคนยังยืนนิ่ง นี่แขนของคิมซองกยูไม่ใช่ใครต่อใครจะมาจับง่ายๆนะจะบอกให้
“เรื่องมากจริงคุณเนี่ย”น้ำเสียงเง้างอนจากปากของร่างเล็กข้างกายที่พูดออกมาแต่มือของเจ้าตัวก็คว้าหมับเข้าที่แขนแกร่งทันที ก่อนที่คิมซองกยูจะเป็นคนก้าวพานัมอูฮยอนเข้าไปในงานและในที่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของใครสักคนไปโดยที่ไม่มีวันจะย้อนกลับมาในเส้นทางเดิมได้อีกตลอดไป
แสงแฟลตวูบวาบที่สาดส่องเข้ามากระทบใบหน้าของแขกผู้มาใหม่ทั้งสอง ตากล้องและนักข่าวนับสิบกรูกันเข้ามาเพื่อเก็บภาพและสัมภาษณ์นักธุรกิจหนุ่มผู้ควบคุมกิจการส่งออกรถหรู ที่ควบคุมตลาดทั้งเอเชียในวงการนักข่าวทุกสำนักต่างก็ต้องการที่จะทำข่าวของท่านประธานสูงสุดแห่งคิมบีดีกรุ๊ป แต่ก็ไม่เคยที่จะมีแม้แต่สำนักข่าวเดียวที่ได้บทสัมภาษณ์ของชายหนุ่ม มีเพียงแค่ภาพถ่ายเท่านั้นที่ปรากฏตามสื่อต่างๆในทุกวันนี้ และที่ยิ่งเป็นที่ฮือฮาก็คือหนุ่มน้อยร่างเล็กข้างกายท่านประธานแห่งคิมกรุ๊ปที่ใครๆก็ต่างสงสัยใครรู้ว่าคนหน้าหวานคนนี้จะเป็นอะไรกับคนที่สาวๆครึ่งค่อนโซลหรือเกาหลีใต้หมายปอง
“ดังเหมือนกันนะคุณเนี่ย”อูฮยอนเอ่ยกระเซ้ากับร่างสูงข้างๆ
“งั้นคุณก็ควรจะภูมิใจนะที่ได้มาเป็นคนสำคัญของคนดังอย่างผม” รอยยิ้มน้อยๆที่ปรากฏขึ้นเมื่อคิมซองกยูหันมามองอูฮยอนก่อนจะแสดงสายตาที่สื่อความหมายบางอย่างออกมา “เตรียมตัวเป็นข่าวได้เลยครับคุณนัมอูฮยอน”
นานหลายนาทีกว่าทั้งคู่จะผ่านพ้นมรสุมมวลชนของนักข่าวที่ตอนนี้ถูกบอดี้การ์ดของชายหนุ่มกันออกไปแล้วเรียบร้อย ตอนนี้อูฮยอนยืนอยู่ในงานเลี้ยงสุดหรู สังเกตจากแขกที่นี่ทุกคนดูเป็นคนมีอายุพอสมควรคนที่เด็กที่สุดเห็นจะเป็นคิมซองกยูละมั้ง
“สวัสดีคุณคิมไม่เจอกันนานเลยนะ” เสียงของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านหลังเอ่ยทักคิมซองกยุ ทำให้เจ้าตัวหันไปมองก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาแล้วแสดงความเคารพต่อผู้ที่มาใหม่
“สวัสดีครับคุณเจิ้ง สบายดีมั้ยครับ”
“เฮ้อ ก็ตามประสาคนแก่นั่นแหละดีบ้างไม่ดีบ้าง” ชายสูงอายุที่ซองกยูเรียกว่าคุณเจิ้งเอ่ยบอกเล่าพร้อมเสียงหัวเราะน้อยๆ“แต่ก็ยังดีที่มีลู่เฟยคอยช่วย” ชายชราหันไปตบบ่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างๆของตนเองเบาๆ
“แล้วนั่นใครล่ะ ไม่คิดจะแนะนำบ้างรึ” เมื่อเห็นว่าหนุ่มน้อยที่ยืนอยุ่ข้างๆท่านประธานคิมกรุ๊ปยืนมองบทสนทนาของพวกตนมาสักพักแล้ว น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนที่คิมซองกยูพามาออกงานด้วย
“นี่คือนัมอูฮยอนครับ เป็นผู้ช่วยของผม” คิมซองกยูผายมือไปทางคนร่างเล็กที่ยืนอยู่ก่อนนัมอูฮยอนจะแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสตรงหน้า
“น่าตาน่าเอ็นดูนะ” ผู้อาวุโสเอ่ยชม ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยระบายรอยยิ้มออกมา
“ขอบคุณฮะ” นัมอูฮยอนเอ่ยตอบชายชราตรงหน้าพร้อมกลับยิ้มตอบกลับไป
“เราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่าคุณคิม”
“ครับ”
“ผมว่าครั้งนี้คงต้องงดการสั่งสินค้าไปก่อน เข้าใจทางเราด้วยนะคุณคิม” หลังจากที่ทั้งสี่คนได้มานั่งที่โต๊ะสำหรับแขกวีไอพีในงาน คิมซองกยูและเจิ้งซานได้พูดคุยตกลงกันถึงการซื้อขายระหว่างสองฝั่ง แค่ข้อเสนอของเขาถูกปฏิเสธในครั้งนี้
หลี่เจิ้งซาน มาเฟียวัยใกล้ปลดกระเษียณผู้ควบคุมแถบฮ่องกงที่มีการซื้อขายกับเขามานาน คิมบีดีกรุ๊ปหรืออีกชื่อหนึ่งในวงการมาเฟียคือBlack Diamond และหัวหน้าแก็งค์ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคิมซองกยู ฉากหน้าที่เป็นเพียงธุรกิจส่งออกรถยนต์แต่เบื้องหลังคือธุรกิจมืดที่คนในวงการต่างรู้กันดี แต่คนฉลาดเท่านั้นที่เลือกจะอยู่เฉยๆส่วนพวกคนที่คิดจะเข้ามาขัดขวาง เพียงแค่ชื่อก็ไม่หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้
คิมซองกยูยอมรับว่าตอนนี้เขาเครียดจากการคุยกับมาเฟียอาวุโสตรงหน้าที่งดการซื้อขายจากทางแบล็กไดมอนด์เพราะว่าสินค้ในช่วงหลังๆที่ถูกส่งไปนั้นเกิดปัญหาอยู่บ่อย แต่ตัวคิมซองกยูเองก็ยังหาสาเหตุไม่ได้และความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของแบล็กไดมอนด์อาจจะติดลบหากสินค้ามีปัญหาและถูกยกเลิกสัญญาพันธมิตรกับเจิ้งซาน ชายหนุ่มขอตัวไปห้องน้ำเพื่อสงบจิตใจและบางทีนิโคตินสักนิดอาจจะช่วยให้สมองปลองโปร่งมากขึ้น
นัมอูฮยอนไม่อยากจะเชื่อว่าตนจะได้มาพบเจอกับเรื่องอะไรแบบนี้ แล้วอิคนตาตี่นั่นมาดไม่เหมือนมาเฟียสักนิดแล้วอีกอย่างพวกมาเฟียก็ไม่ได้น่ากลัวแบบไฃในละครที่ดูสักหน่อย รวมทั้งผู้อาวุโสตรงหน้าที่ดูท่าทางใจดีชะมัด และร่างเล็กก็ตัดสินใจที่จะพูดอะไรบางอย่างกับมาเฟียอาวุโส
“เอ่อคุณเจิ้งฮะผมมีข้อสนอ”
คิมซองกยูเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากได้คลายความเครียดไปกับนิโคตินที่หยิบมาใช้เมื่อยามจำเป็นแต่ข้อต่อรองที่เขาคิดได้ในตอนนี้ก็ไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าจะเพียงพอต่อการต่อรองกับหลี่เจิ้งซาน แต่ชายหนุ่มก็อดจะแปลกใจไปไม่ได้เมื่อกลับมาถึงที่โต๊ะคนที่ตนตั้งใจจะมาพูดด้วยกลับชิงพูดอะไรบางอย่างออกมาและประโยคนั้นก็ทำให้ท่านประธานสูงสุดแห่งคิมบีดีกรุ๊ปอดจะประหลาดใจไม่ได้
“ผมตกลงซื้อสินค้าของคุณเหมือนเดิมคุณคิม”
“คุณเจิ้ง ทำไม..”
“แต่ผมมีข้อแม้” ชายชรายกยิ้มบางๆที่มุมปากก่อนจะปรายตาไปมองทางอูฮยอนด้วยแววตาชื่นชม
“นัมอูฮยอนจะต้องเป็นคนไปส่งอาวุธให้ทางเราด้วยตัวเอง”
Tlak;; เอโย่วจีจี้สวัสดีค่ะรีดเดอร์ที่รัก เราคิดว่าตัวเองหายไปนานมากเนื่องจากต้องทำโปรเจคจบ คิดว่ามันเป็นยังไงบ้างคะกับตอนนี้ที่พยายามทำออกมาให้ดีที่สุด ที่จริงคุณซองกยูเค้าเป็นมาเฟียแหละแต่ทำไมเราเปิดตัวพี่ท่านไม่ค่อยยิ่งใหญ่เลย ด่าเราได้นะคะ ฝากติดตามตอนต่อๆไปด้วยนะคะ ฝากติดแท็ก #osanything หรือคอมเม้นต์ด้านล่างได้นะคะ>< แล้วก็ขอขอบคุณทุกๆคอมเม้นต์และก็ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับคุณ pimmm_ss ที่คอมเม้นต์ให้ทุกตอนเลย เป็นกำลังที่ดีให้กับเรามากๆเลยค่ะสำหรับทุกๆเม้น แล้วเจอกันใหม่ค่ะ(วิ๊งๆ)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น